Ted Krause: คุณปู่ยอดนักขาย


(1)

อย่าว่าแต่จะนึกเห็นภาพตัวเองยังคงขับรถยนต์ และทำงานอาชีพอยู่จนถึงอายุ 100 ปีเลย

แม้กระทั่งจะนึกมองเห็นตัวเองมีอายุครบหนึ่งร้อยปี

โดยที่ยังคงช่วยเหลือตัวเองได้ตามสมควรก็ยากแล้ว

แต่เมื่อได้ยินเรื่องราวของ Theodore Krause หรือเท็ด เคราส์แล้ว

การมีชีวิตยืนยาวถึงร้อยปี ก็กลายเป็นเรื่อง “ธรรมดาๆ” ไปเลย

เพราะคุณปู่ไม่เพียงแต่มีอายุครบร้อยปีไปเมื่อ 3 สิงหาคมที่ผ่านมานี้เท่านั้น

แต่คุณปู่เท็ด เคราส์ยังคงเป็นยอดนักขายประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินชั้นนำอยู่จนถึงทุกวันนี้

http://money.cnn.com/video/news/2011/10/12/n_oldest_agent_chernoff.cnnmoney/

หลานชายอายุ 47 ปี ชื่อเอริก แมคั่น Eric Macon ซึ่งทำงานอยู่กับเท็ด

บอกผู้สื่อข่าว CNN ว่าเขารู้สึกอายอยู่เหมือนกันที่ขายสู้คุณปู่ไม่ได้ เพราะปู่เป็นนักขายชั้นนำจริงๆ

คุณปู่เท็ดยืนยันว่า สินค้าของเขาดีมีประโยชน์ ยิ่งในยุคที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนอย่างนี้

เมื่อถูกถามว่าจะเกษียณเมื่อไร คุณปู่ตอบว่า ไม่มีวันเกษียณ

จะหยุดการให้บริการลูกค้าก็ต่อเมื่อตายจากกันไปเท่านั้น

(2)

หลังจากจบการศึกษาจาก National Farm School ซึ่งคงเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรม

เมื่ออายุ 19 ปี เท็ดเป็นผู้รับผิดชอบฟาร์มขนาด 60 เอเคอร์

หรือประมาณ 150 ไร่ ของเขาและครอบครัว

คุณปู่เท็ดเริ่มงานกับบริษัทประกันชีวิตที่ชื่อ Equitable Life Assurance Society of America

ซึ่งปัจจุบันเป็น แอกซ่า อควิเทเบิล ตั้งแต่ปี 1947

เขาสามารถติดคุณวุฒิสโมสรล้านเหรียญครั้งแรกเมื่อปี 1952

และติดคุณวุฒิติดต่อกันจนได้รับคุณวุฒิหอเกียรติยศหรือ Hall of Fame

เท็ดทำฟาร์มและขายประกันชีวิตควบคู่กันมาถึง 23 ปี

(3)

ชีวิตของคุณปู่ไม่ได้มีแต่การทำงานอาชีพเท่านั้น เท็ด เคราส์ยังเป็นสมาชิกผู้เอาการเอางาน

ของชมรมชาวยิวในไวน์แลนด์มาถึง 81 ปีแล้ว

เขาเป็นสมาชิกในโบสถ์ยิว ซึ่งเขาถือเหมือนเป็นบ้านที่สอง

คุณปู่แต่งงานและอยู่กินกับภรรยาคนแรกนาน 32 ปี และเธอจากไปด้วยโรคมะเร็ง

เขาแต่งงานอีกครั้งหนึ่งกับแซร่าห์ บลอม ซึ่งอายุมากกว่าเขาหนึ่งปี

และอยู่ร่วมกันมานานกว่า 40 ปีแล้ว เธอเพิ่งฉลองอายุร้อยปี ไปเมื่อปีกลาย

คุณปู่มาทำงานตรงเวลาทุกวัน คงมีหลายๆอย่างที่ทำให้คุณปู่อายุยืน

เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน การร่วมพิธีบูชาทุกเช้า

การพบปะให้บริการลูกค้าทุกวัน การว่ายน้ำที่ YMCA ตอนเที่ยงวันละ 6 รอบสระ

ห้าวันต่อสัปดาห์ การศึกษาไบเบิลและสวดมนต์ การใช้ชีวิตร่วมกับภรรยา

ในครอบครัวไม่เพียงคุณปู่เท่านั้นที่อายุยืน พ่อของคุณปู่ตายเมื่อายุ 104 ปี

แม่ตายเมื่ออายุ 92 และยังมีน้องสาวอายุ 99 ปีอีกด้วย

(4)

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการทำงานอาชีพที่ยาวนานกว่า 64 ปีนี้ คุณปู่จะต้องฝ่าฟันวิกฤตการณ์

ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคมามากแค่ไหน

ถ้าคนที่เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2454 ยังคงสามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ยังคงทันยุคทันสมัย

ยังคงสามารถปรับตัวทำงานอย่างประสพสำเร็จเช่นนี้ได้

ก็ไม่น่าจะเหลือข้ออ้างอะไร

ให้เราได้ใช้อธิบายความล้มเหลวของเราอีกแล้ว ใช่ไหมครับ?

Rashomon : “…ก็ต้องโกหกกันทุกคนนั่นแหละ”


ชาวบ้านถามพระว่า

แต่ทุกวันนี้จะมีใครที่เป็นคนดีจริงๆอยู่หรือ?

บางทีเรื่องดีๆนี่อาจเป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นมา”

พระอุทานว่า      “อย่างนี้มันน่ากลัวจริงๆนะ…”

ชาวบ้านตอบว่า “คนเราก็เพียงแค่อยากจะลืมเรื่องที่ไม่ดี,

และก็เชื่อเรื่องดีๆที่แต่งกันขึ้นมา อย่างนี้แหละง่ายกว่า”

ชาวบ้าน (Commoner) มโนหยาบคนนี้ เป็นตัวละครที่เป็นตัวแทน

ของสามัญชนคนธรรมดาๆที่ต้องดิ้นรนต่อสู้หาเช้ากินค่ำ เอาตัวรอด

และเชื่อว่าการโกหกและความเห็นแก่ตัวเป็นธรรมชาติธรรมดาของมนุษย์

ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็ทำเพื่อตัวเองกันทั้งนั้น

พระ (Priest) ในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทนของผู้ที่พยายามจะรักษาศรัทธาเอาไว้

ว่ายังมีมนุษย์ที่มีจิตใจที่ดีงาม แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวจาก โจร ซามูไร และเมียซามูไรแล้ว

ท่านก็แทบจะหมดศรัทธาในมนุษย์

ราโชมอนเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลมากมาย

รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 1953 (พ.ศ.2496) ด้วย

หนังเรื่องนี้จับเอาเหตุการณ์การข่มขืนหญิงคนหนึ่งและการฆาตกรรมซามูไรสามีของเธอ

จากถ้อยคำที่ให้การต่อศาลของคนสามคน คือ ทาโจมารุ โจรที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนว่าชั่วช้าร้ายกาจ,

ภรรยาของซามูไร และ ซามูไรผู้ตาย ซึ่งให้ปากคำโดยผ่านคนทรง

ภาพยนตร์จะตัดกลับไปมาระหว่างฉากการสนทนา – ที่คนตัดฟืน(Woodcutter)

และพระนำเรื่องนี้มาเล่าให้ชาวบ้านฟัง ในขณะที่ทั้งสามคนติดพายุฝน

อยู่ที่ราโชมอนหรือประตูผี -กับเรื่องราวที่แต่ละคนเล่าในศาล

ในตอนต้นคนตัดฟืนเล่าว่าตนบังเอิญไปพบศพจึงรีบเข้าแจ้งความกับตำรวจ

ส่วนพระให้การเพียงแต่ว่า ได้เห็นซามูไรและภรรยาก่อนที่จะเกิดเหตุขึ้นเท่านั้น

ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์นี้อยู่ที่ อาคิระ คุโรซาว่าผู้กำกับปล่อยตัวละครให้ออกมาบอกเล่าเรื่องราว

เหมือนกับผู้ชมเป็นผู้พิพากษากำลังฟังคำให้การของผู้เกี่ยวข้องที่ละคน โดยไม่มีใครขัดจังหวะ

เมื่อทาโจมารุเล่าจบ เราจะรู้สึกเหมือนว่า ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆไปแล้ว

เพราะโจรไม่ได้ปฏิเสธ ยอมรับว่าตนเป็นคนข่มขืนภรรยาซามูไร

แต่บอกว่าท้ายที่สุดเธอเองก็มีใจสมยอมและที่ต้องฆ่าซามูไรทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าตั้งแต่ต้น

ก็เพราะว่าภรรยาซามูไรอับอายที่เธอต้องตกเป็นเมียของผู้ชายสองคน เธอจึงอยากให้คนหนึ่งตายไป

เขาจึงตัดเชือกที่มัดซามูไรออกและฆ่าซามูไรด้วยดาบ หลังจากที่ได้ต่อสู้กันอย่างสมศักดิ์ศรี

เรื่องราวน่าติดตามขึ้นไปอีก เมื่อเมียซามูไรมาให้ถ้อยคำเป็นปากที่สอง 

เธอเล่าว่าเธอต่อสู้ ดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดฤทธิ์ แม้ท้ายที่สุดเธอจะถูกข่มขืน แต่มิได้มีใจสมยอม

แล้วทาโจมารุก็หนีไป และเธอต้องมาเสียใจเป็นที่สุด เมื่อพบว่าสามีไม่มีเยื่อใยกับเธออีกต่อไปแล้ว

จึงยื่นกริชให้สามีใช้ฆ่าเธอเสีย แล้วเธอก็เป็นลมล้มลง ส่วนซามูไรตายไปอย่างไรนั้นเธอไม่ทราบ

ฟื้นขึ้นมาเห็นแต่ว่า กริชปักอกสามีอยู่ หลังจากนั้นเธอก็พยายามฆ่าตัวตายอีกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ

ยิ่งเมื่อซามูไรเข้าสิงร่างคนทรง และให้การเป็นคนที่สาม ว่าหลังจากที่ภรรยาตนถูกข่มขืน

โจรเกลี้ยกล่อมให้เธอทิ้งเขาไปอยู่กับมัน เธอตอบรับ และบอกให้โจรฆ่าเขาทิ้งเสียก่อน

แต่โจรไม่ทำ ท้ายที่สุด เขาฆ่าตัวตายด้วยกริช เพราะความเสียใจและอับอาย

มาถึงตอนนี้เราไม่แน่ใจว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆเป็นอย่างไร

รู้แต่ว่าภรรยาซามูไรถูกข่มขืนจริง ซามูไรตายไปจริงๆ แต่เธอปันใจให้โจรหรือไม่

ซามูไรถูกโจรฆ่าด้วยดาบหรือฆ่าตัวตายด้วยกริช เราก็ไม่รู้แล้ว

คำบอกเล่าของคน(และผี)ทั้งสาม เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ

ทำให้ตัวเองดูดีในสายตาของผู้ที่ได้รับฟังเรื่องราว

ทาโจมารุ แม้ยอมรับว่าข่มขืนผู้หญิงและฆ่าสามีของเธอตาย แต่เธอ…ก็มีใจสมยอมนะ

และที่ต้องฆ่า…ก็เพื่อช่วยรักษาเกียรติของผู้หญิงตามที่เธอขอมา

มิหนำซ้ำยังให้โอกาสซามูไรได้ต่อสู้กับตนอย่างยุติธรรมอีกต่างหาก

แม้แต่อาชญากรก็อยากเป็นอาชญากรที่ดูดีนะครับ

แต่ทำไมคนธรรมดาๆอย่างซามูไรและภรรยาจะต้อง”ประดิษฐ์”ความจริง ขึ้นมาบอกเล่าด้วยล่ะ?

ทั้งๆที่ตนเองก็เป็นเพียงเหยื่อของอาชญากรรมครั้งนี้ มิใช่หรือ?

เมื่อทนการคะยั้นคะยอของชาวบ้านคนนี้ไม่ได้ คนตัดฟืนก็ยอมรับและ

เล่าว่าตนได้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่หลังจากโจรข่มขืนเมียซามูไรแล้วเป็นต้นมา

เรื่องราวเป็นอย่างไร ไปดูกันได้ในยูทูบ  Rashomon Part 1-9

ที่อัพโหลดโดย TESOblivion4 มีซับไตเติลภาษาอังกฤษให้ด้วย

ส่วนที่สนุกที่สุดและคล้ายกับว่าจะเป็นคำเฉลยของเหตุการณ์ทั้งหมด

อยู่ที่คำบอกเล่าของคนตัดฟืน ที่ทำให้เราเริ่มแยกแยะได้ว่า

เหตุการณ์จริงๆที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นอย่างไร คำบอกเล่าของใคร

ส่วนไหนที่เป็นความจริงที่ถูก ประดิษฐ์ ขึ้น และเพราะอะไร?

โจรชื่อดังที่ลือกระฉ่อนกันว่าเป็นเสือผู้หญิง เป็นนักฆ่า แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

ซามูไร ชายชาติทหาร นักรบผู้รักศักดิ์ศรี แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

ภรรยาซามูไรทำอย่างไรเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของเธอเมื่อตกเป็นเหยื่อการข่มขืน

แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อเรื่องเล่าของคนตัดฟืนซะร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียวล่ะ

ถึงแม้พวกเราจะเห็นว่า เขาเป็นผู้เห็นเหตุการณ์และไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย

ลองไปดูหนังกันเองก่อนดีกว่านะ ผมขอไม่เล่าละ เดี๋ยวพวกเราจะหมดสนุก

ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรกเมื่อกว่าสามสิบปีมาแล้ว ดูมาแล้วเกือบสิบครั้ง

วิธีการนำเสนอของผู้กำกับ Akira Kurosawa

ยังทำให้ผมสงสัยได้ทุกครั้งว่า แล้วจริงๆเรื่องเป็นยังไงกันแน่นะ?

นอกจากบทสนทนาที่ผมอ้างไว้ตอนต้นแล้ว ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังมีบทสนทนาที่น่าสนใจอีกหลายตอน

เช่นเมื่อคนตัดฟืนพูดหลายครั้งว่าคำให้การของทั้ง ทาโจมารุและภรรยาซามูไรต่างก็โกหกทั้งนั้น

ชาวบ้านตอบว่า คนก็ต้องโกหกกันทุกคนนั่นแหละ

อีกตอนหนึ่งเมื่อพระขออภัยที่สงสัยในเจตนาของคนตัดฟืนที่จะเอาเด็กที่ถูกทอดทิ้งไปเลี้ยง

คนตัดฟืนตอบในบทภาษาอังกฤษ(ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่น)ว่า

It’s inevitable to be suspicious of others on a day like this.

ทุกวันนี้น่ะ มันอดไม่ได้หรอกที่จะต้องระแวงคนอื่น

ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกผมว่า

อย่างไรๆเสีย เรื่องที่แต่งขึ้น ก็ต้องมี เพราะใครๆก็ต้องการให้ตัวเองดูดีกันทั้งนั้น

ในสังคมที่ท่วมท้นไปด้วยความจริงที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ ผมก็ได้แต่หวังว่า

พวกเราจะใจกว้างพอ รับฟังกันให้มากพอ ไตร่ตรองให้รอบคอบพอ

ที่จะมองทะลุความจริงประดิษฐ์ไปสู่ความจริงแท้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

และกล้าหาญพอที่จะเอาชนะอคติที่เป็นธรรมชาติของตัวเราเองได้บ้าง