การประกันชีวิตคือเงินสด


การประกันชีวิตคือ เงินสดในอนาคต
ที่จะส่งมอบแก่ผู้ที่รักและห่วงใยที่สุด
ในเวลาที่จำเป็น(หรือเหมาะสม)ที่สุด

การประกันชีวิตคือเงินสด
เพราะสัญญาประกันชีวิต
ระบุที่จะจ่ายเงินสดให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์
หรือผู้ที่-ผู้ถือกรมธรรม์ระบุไว้ให้เป็นผู้รับ(เงินสด)

เงินจากการประกันชีวิตเป็นเงินก้อนใหญ่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นเงินจำนวนเท่าใดก็ตาม
เพราะมันเป็นเงินสดก้อนสุดท้ายที่เกิดขึ้น(ภายหลังความตาย)

ที่ผู้คนสามารถให้แก่ผู้ที่เขารักและห่วงใยได้

แม้ผู้ที่จากไปบางท่านอาจเป็นคหบดีผู้มั่งคั่ง
การประกันชีวิตก็ยังคงเป็นสิ่งแทนถ้อยคำ “บอกรัก”
บอก “ความห่วงใย” ต่อผู้คนที่อยู่เบื้องหลังอยู่นั่นเอง

เงินจากการประกันชีวิตเป็นเงินที่เจ้าหนี้ไม่อาจเรียกร้องได้
และส่งมอบให้แก่ผู้ที่เราระบุชื่อไว้ว่า
เป็นผู้ที่เรารักและห่วงใยที่สุดเท่านั้น

เงินนี้จะได้มาในเวลาที่เหมาะสมและจำเป็นที่สุด
เพราะเป็นเงินที่ได้มาเมื่อคนๆนั้น
หมดกำลังทำงานหาเงินได้อีก
แต่ยังคงมีความจำเป็นต้องใช้จ่าย

เพราะเป็นเงินที่ได้มาเมื่อคนๆนั้นไม่สามารถช่วยตัวเองได้อีกแล้ว
เนื่องจากการพิการและทุพพลภาพ
เพราะเป็นเงินที่ได้มาเมื่อคนๆนั้นต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก้อนใหญ่
เพราะเป็นเงินที่ลูกและภรรยาของคนๆนั้นได้รับเมื่อหัวหน้าครอบครัว
ผู้เป็นผู้หารายได้ต้องจากไปอย่างกระทันหัน

ไม่เคยมีเงินก้อนใดมีความหมายยิ่งใหญ่กว่าเงินสดจากการประกันชีวิตเลย
ไม่เคยมีเงินก้อนใดที่ประกอบด้วยความรักและคุณค่า เช่นเงินสดจากการประกันชีวิตเลย

นี่คือสินค้าที่เป็นบริการทางการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่โลกรู้จักและยังไม่มีสิ่งใดทดแทนได้
widow

ประกันชีวิต-ของใคร?


ผมเชื่อ-อย่างปราศจากข้อสงสัยว่า
การประกันชีวิตนั้น
ในความหมายที่กว้างที่สุด
ย่อมไม่จำกัดอยู่เพียงประกันว่า..
ผู้ที่อายุยืนยาว
จะยังคงมีชีวิตที่ดีในบั้นปลาย

ไม่จำกัดเพียงประกันว่า..
ผู้ที่ตายเร็วเกินไป
ได้ตายตาหลับที่ได้รู้ว่า
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังไม่เดือดร้อน

ไม่จำกัดเพียงประกันว่า..
ผู้ทุพพลภาพพิการ
จะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
จนถึงวาระสุดท้าย

และไม่จำกัดเพียงประกันว่า..
จะมีเงินออมอย่างเพียงพอสำหรับ
ผู้ที่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่

แต่ยังประกัน(ต่อไปด้วย)ว่า..
ชีวิตของตัวแทนประกันชีวิต
ผู้ซื่อสัตย์ สามารถ จริงใจ อดทน
ขยันหมั่นเพียรจะมีความมั่นคง
และมีความสุข-ไปชั่วกาลนาน

โดดร่ม

ปีใหม่ปณิธานใหม่


ถ้าหากไม้ไผ่ราบเรียบไม่มีข้อ
ก็จะปราศจากความยับยั้งใดๆ
ทั้งไม่อาจจะมีพลังแห่งความทรหด
ที่ไม่หวาดหวั่นต่อพายุหิมะ
ไม้ไผ่จะต้องมีข้อฉันใด
วันเวลาที่ไหลผ่าน
ก็จะต้องมีข้ออยู่เยี่ยงกันฉันนั้น

ชีวิตในแต่ละวันเคลื่อนคล้อยไป
ด้วยความจืดชืดอย่างง่ายดาย
ทว่าอย่างน้อยที่สุดในแต่ละปี
ควรจะมีข้ออยู่สักข้อหนึ่ง
เพื่อที่จะจัดปรับเรื่องราวต่างๆ
ที่อยู่ใกล้ตัว และฟูมฟักซึ่งพลัง
ที่จะตะลุยพุ่งไปข้างหน้าอีกคำรบหนึ่ง

เมื่อพิจารณาจากคำกล่าวข้างต้น
ความหมายของปีใหม่ก็ลึกซึ้งยาวไกลนัก
มันปลุกผู้คนให้ตื่นเต้น
อันเพียงพอที่จะเปลี่ยนจิตแปรใจ
หรืออาจจะครุ่นคิดคำนึงถึงเรื่องราว
ที่ไม่เคยคิดถึงเลยในยามปกติ หรือ
อาจจะกล่าวคำขอโทษกับมิตรสหาย
ที่มิได้ไปมาหาสู่กันนานวัน
และจุดประกายแห่งความหวัง
และความกล้าหาญขึ้นมาใหม่

ปีใหม่ทำให้ผู้คนปีติยินดีและตื่นเต้น
มันช่างเป็นวันที่ดีเสียจริงๆ!

“365 ปรัชญาทองสู่ความสำเร็จ”
โคโนซูเกะ มัตซูชิตะ-เขียน
ต่อพงษ์ บุญเลิศ-แปล

2012 in review


The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2012 annual report for this blog.

Here’s an excerpt:

4,329 films were submitted to the 2012 Cannes Film Festival. This blog had 13,000 views in 2012. If each view were a film, this blog would power 3 Film Festivals

Click here to see the complete report.

วันสิ้นโลก


วันสิ้นโลก(จริงๆ)-ถ้ามี-ก็น่าจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
แต่ความวิตกกังวลเรื่องวันสิ้นโลกนั้น
ทำให้โลกเรามี-วันสิ้นคิด-เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนจำนวนครั้ง

กายเปลี่ยน-ใจเปลี่ยน


Amy Cuddy นักจิตวิทยาสังคม, ศาสตราจารย์และนักวิจัยแห่งฮาวาร์ด
เผยผลการวิจัยที่พบว่าภาษากาย หรือภาษาที่ไม่ใช่คำพูด(Nonverbals)
ของเรานั้นสามารถกำหนดความคิดหรือ Perception ของคนอื่นๆที่มีต่อเรา
และสามารถเปลี่ยนได้แม้กระทั่งเคมีในร่างกายของตัวเราเองได้อย่างง่ายๆ
ด้วยการเปลี่ยนท่วงท่าหรืออากัปกิริยา(Posing)ของตัวเราเอง

เธอพบว่า คนเรามีแนวโน้มที่จะตัดสินผู้อื่นอย่างรวดเร็วจากภาษากาย
ของอีกฝ่ายหนึ่ง งานวิจัยของ นาลินี แอมแบดี้บอกกับเราว่า
กลุ่มทดลองที่ดูคลิปที่ไม่มีเสียงของการปฏิสัมพันธ์(Interactions)
ระหว่างแพทย์กับคนไข้ความยาวเพียง 30 วินาทีก็สามารถตัดสินได้ว่า
หมอเป็นคนน่ารัก หรือว่าหมอจะถูกฟ้องร้องหรือไม่

ขณะเดียวกันการวิจัยของอเล็กซ์ โทโดรอฟชี้ให้เห็นว่า
การได้เห็นหน้าของผู้สมัครเป็นวุฒิสมาชิกและผู้ว่าการรัฐ
เพียงหนึ่งวินาที ก็สามารถบอกผลการเลือกตั้งได้

บนโลกออนไลน์ การใช้อีโมติคอน รูปการ์ตูนแสดงอารมณ์ต่างๆ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้ใช้ต่อรองผลประโยชน์ได้มากขึ้น
ในทางตรงกันข้ามหากใช้ได้ไม่ดี ผลลัพธ์ที่ออกมาจะแย่ลง

เมื่อเราพูดถึงภาษากาย เรามักจะนึกถึงว่า
ภาษากายของเราจะทำให้ผู้อื่นตัดสินเราอย่างไร

และในทางตรงกันข้าม เราตัดสินคนอื่นจากภาษากายของเขาอย่างไร
แต่เรามักลืมไปว่า ภาษากายของเราส่งผลกระทบต่อตัวเราเองอย่างไรบ้าง

แอมี่ คัดดี้และดานา คาร์นีย์ ได้ทำการทดลองเพื่อตอบคำถามที่ว่า
ภาษากายของเราเองกำหนดความคิดและความรู้สึกของเราหรือไม่

ตามปกติเมื่อเรามีความสุขเราจะยิ้ม
แต่เมื่อเราบังคับตัวเองด้วยการคาบปากกาเอาไว้
เราจะรู้สึกเป็นสุขขึ้นได้เช่นเดียวกัน

คำถามที่สองคือ เป็นจริงด้วยไหมที่ว่าร่างกายเปลี่ยน
จิตใจเราก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน
เมื่อพูดถึงจิตใจ ก็หมายถึงความคิด ความรู้สึก
หรือเรื่องทางกายภาพที่ทำให้เกิดความคิดและความรู้สึก
ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงฮอร์โมนต่างๆ

พวกเธอได้ทำการทดลองโดยให้กลุ่มทดลองกลุ่มหนึ่ง
อยู่ในท่วงท่าอากัปกิริยาที่มีพลัง(hi-power poses)
เช่นยืดอก เชิดคาง เหยียดตัวออก ชูแขนขึ้นและอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในท่วงท่า
อากัปกิริยาที่ไร้พลัง(lo-power poses) เช่นค้อมตัว ห่อตัว กอดอก เป็นต้น
เป็นเวลาสองนาที หลังจากนั้นก็เก็บตัวอย่างน้ำลายและชวนให้เล่นการพนัน

จากการทดลองพบว่า คนในกลุ่มแรกตัดสินใจที่จะเล่นการพนันสูงถึง 86%
ส่วนกลุ่มหลังมีเพียง 60% เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มแรก
มีความทนทานต่อความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอน (Risk tolerance) สูงกว่ากลุ่มหลัง

ผลการวัดฮอร์โมนก็แสดงให้เห็นว่า
คนกลุ่มแรกมีเทโทสเตอโรน(Testosterone)สูงขึ้น 20%
ตรงกันข้ามคนกลุ่มหลังที่กลับลดลง 10%
ในขณะเดียวกันคนกลุ่มแรกมีคอร์ทีโซล(Cortisol)ลดลง 25%
ตรงกันข้ามกับคนกลุ่มหลังที่เพิ่มขึ้น 15%
เทโทสเตอโรนเป็นฮอร์โมนแห่งความฮึกเหิม
ส่วนคอร์ทีโซลเป็น ฮอร์โมนแห่งความเครียด

คนกลุ่มแรกมีจิตใจที่ทรงพลังมากกว่า
พร้อมรับสถานการณ์ แน่วแน่มั่นใจและมองทางบวกมากกว่า
พวกเขามั่นใจมากกว่า มีแนวโน้มที่จะคิดอย่างเป็นนามธรรมได้มากกว่า
กล้าเสี่ยงมากกว่า รู้สึกผ่อนคลายมากกว่า
ส่วนคนกลุ่มที่สองจะเป็นตรงกันข้าม

คำถามต่อไปก็คือ การเปลี่ยนแปลงท่วงท่าอากัปกิริยาเป็นเวลาสั้นๆ
จะทำให้เกิดผลเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้หรือไม่
พวกเธอได้ทำการทดลองต่อไป โดยให้กลุ่มทดลอง
เข้ารับการสัมภาษณ์เป็นเวลา 5 นาที จากผู้สัมภาษณ์
ที่ได้ตระเตรียมเอาไว้แล้วว่า จะมีสีหน้าเฉยเมยไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมา
ซึ่งเป็นลักษณะที่ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์กลัวที่สุด
กลัวเสียยิ่งกว่าผู้สัมภาษณ์ที่ซักไซ้ไล่เลียงอย่างหนักเสียอีก
เป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้คอร์ทีโซลพุ่งขึ้น

เมื่อให้คลิปเหล่านี้กับคนอีก 4 คนได้ดู
ซึ่งทั้งสี่คนไม่ทราบสมมติฐานของการทดลอง
ไม่ทราบว่าใครโพสท่วงท่าอากัปกิริยาอย่างไรนาน 2 นาที
ก่อนเข้ารับสัมภาษณ์ ทุกคนต่างเลือกผู้ที่โพสท่วงท่าแบบ hi-power ทั้งหมด
ไม่มีใครเลือกผู้ที่โพสแบบ lo-power เข้าทำงานเลย

แอมี่มีประสบการณ์ตรงด้วยตัวของเธอเอง
เพราะเธอประสบอุบัติเหตุรุนแรงและทำให้ไอคิวของเธอลดลง
เธอเรียนจบจากพรินซ์ตันช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน 4 ปี
ใครๆก็พูดว่า เธอคงเรียนไม่สำเร็จ
แต่เพราะอาจารย์ที่ปรึกษากระตุ้นให้เธอเชื่อมั่นอยู่ตลอดเวลา
ว่าเธอจะทำได้สำเร็จ และเธอก็ทำได้สำเร็จจริงๆ

เมื่อเธอบอกให้คนที่ขาดความมั่นใจให้เปลี่ยนท่วงท่าอากัปกิริยา
ให้เป็นแบบไฮพาวเวอร์ ก็มักจะถูกแย้งว่า
ไม่อยากทำอย่างนั้นเพราะเหมือนเป็นเสแสร้งแกล้งทำ(fake)
เรื่องนี้เธอสรุปไว้อย่างน่าฟังว่า

“ฉันอยากบอกคุณว่า…
อย่าเพียงแต่แค่เสแสร้งทำจนสามารถทำได้
แต่ให้แสร้งทำจนคุณกลายเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ไม่ใช่เพียงแค่นั้น แต่เป็น-ทำให้มากพอ
กระทั่งคุณกลายเป็นอย่างนั้นไปจริงๆ
และเป็นอย่างนั้นมาจากภายใน

“การปรับเปลี่ยนเล็กๆน้อยๆสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้”

ท่านเชื่อไหมว่า การปรับเปลี่ยนท่วงท่าอากัปกิริยาเล็กๆน้อยๆ
อย่างสม่ำเสมอจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเราได้?

ทดลองกันดูนะครับ
ก่อนที่คุณจะเข้าสู่สถานการณ์ที่ตึงเครียดใดๆ
เช่นการเข้ารับการสัมภาษณ์งาน
เสนองานให้หัวหน้าหรือลูกค้าคนสำคัญของคุณ
หรือเสนองานต่อหน้าผู้ฟังจำนวนมากๆ
โพสท่วงท่าที่เรียกว่า hi-power posing สัก 2 นาที
แล้วช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยนะครับว่าแอมี่-เธอพูดถูกรึเปล่า?

อย่างนี้..ไม่ใช่


There are thousands and thousands of people out there
leading lives of quiet, screaming desperation,
where they work long, hard hours
at jobs they hate to enable them to buy things
they don’t need to impress people they don’t like.

(Nigel Marsh)

ถ้าเราเห็นด้วยกับไนเจล มาร์ช
และรู้แล้วว่า…เราก็กำลังทำงานที่เราเกลียด
งานที่ไม่มีเวลาพักผ่อนและไม่สนุก
เพียงเพื่อจะมีเงินไปซื้อของ..ที่เราไม่จำเป็นต้องมี
เพื่อสร้างความประทับใจให้กับคน..ที่เราไม่ชอบ
ก็น่าจะถึงเวลาที่เราต้องทบทวนและวางแผน
ชีวิตและการงานของเราใหม่ได้แล้ว

วักน้ำเข้ามาน้ำไหลออกไป ผลักน้ำออกไปน้ำไหลเข้ามา


คนที่อยากได้ของผู้อื่น เปรียบได้กับวักน้ำเข้าหาตนเอง
ในการวักน้ำเข้าหาตนเองนั้น น้ำมักจะไหลออกทางด้านข้าง
ซึ่งเท่ากับการสูญเสียอันเนื่องมาจากความโลภอยากได้ของผู้อื่น

ในทางกลับกัน ถ้าผลักน้ำออกไป น้ำก็จะไหลกลับมาทางด้านข้าง
เปรียบเทียบได้กับการให้ผู้อื่น ซึ่งผู้ให้ก็มักจะได้บางสิ่งกลับมา
คือ ทานบารมีและความรักจากผู้อื่น รวมทั้งจากสังคม

(ดร.เทียม โชควัฒนา)

จดแล้วไม่ค่อยจำ เข้าใจแล้วไม่ค่อยลืม


การจดนั้นทำให้-คนที่จด-เชื่อว่าได้จดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว
ก็มักจะไม่พยายามที่จะจำโดยปริยาย
แต่ถ้าไม่จด จะต้องพยายามทำความเข้าใจแล้วมักจะไม่ค่อยลืม
เพราะการเข้าใจทำให้ไม่ต้องใช้ความจำ
และความเข้าใจมักจะอยู่กับเราได้นานกว่า

(บุญเกียรติ โชควัฒนา)

อ่านคนบ้าง..อย่ามัวแต่อ่านหนังสือ


นานหลายปีมาแล้ว..
ในขณะที่ผมนั่งอ่านหนังสืออยู่ในล็อบบี้โรงแรม
รอเวลาที่จะรับคุณอลัน ตัน
ไปบรรยายในการสัมมนาฝ่ายขาย

เมื่อคุณอลัน ตันลงจากห้องพัก
ท่านทักผมที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่
และกวาดตามองไปรอบๆบริเวณล็อบบี้
ซึ่งมีผู้คนเดินอยู่ขวักไขว่ และพูดว่า..
“อ่านคนบ้าง..อย่ามัวแต่อ่านหนังสือ”

สำหรับคนที่เป็นนักอ่าน
ที่ภาคภูมิใจในความเป็นนักอ่านอย่างผม
คำเตือนนี้..โดน..ครับ จริงสินะ
เป็นนักขายอ่านแต่หนังสือ-ไม่สนใจจะอ่านคน ได้ไง??