ความสุขที่ยั่งยืน


สายๆของเช้าวันจันทร์ของเดือนสิงหาคม สายลมเย็นพัดผ่านมาหลังจากพายุฝนได้กระหน่ำมาตลอดคืน มาซาลงในตอนเช้า ทุกคนต่างก็เตรียมพร้อมที่จะไปทำงาน เด็กๆไปเรียนหนังสือ ผู้สูงอายุในละแวกเดียวกัน ต่างก็ทยอยเดินมา บางคนก็มีลูกหลานมาส่ง บางคนก็ปั่นจักรยาน หรือขี่มอเตอร์ไซค์มา บางคนก็นั่งรถรับจ้างมา บางคนที่บ้านไกลก็ขับรถยนต์มาเอง ต่างมีจุดหมายเดียวกัน

ถนนคอนกรีตที่รถสวนไปมาได้ อยู่ด้านหลังตลาดเทศบาล หลบมุมความจอแจเข้ามา ในสมัยก่อนเรียกว่าหนองเสือปลา ด้านหนึ่งเป็นตึกแถว อีกด้านเป็นลานกว้างติดกับโรงรถ ที่เคยมีต้นไม้ร่มรื่น ซึ่งใครๆก็รู้จักบ้านคุณตาภิบาล ซึ่งภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตระกูลยมจินดาข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาหลายยุคสมัย

ตัวอาคารของลานจอดรถขนาดแปดคันจอด หลังคาสูงโปร่ง ครึ่งล่างก่อด้วยปูน ครึ่งบนเป็นตาข่ายปิดล้อมสามด้าน เปิดเข้าสู่ด้านในของบริเวณบ้าน มีประตูตาข่ายให้รถเข้าออกได้ ภายในหนาแน่นด้วยหมู่สมาชิกสูงอายุ เราเรียกว่า สว. เก๊าะ สูงวัยไงละ นั่งกันอยู่รอบๆบริเวณ หรือบางคนก็ยืนเรียงราย เว้นช่องว่างไว้พอออกกำลังกายกางแขนกางขาได้ เสียงเพลงบรรเลงของชุดรำชี่กง ฝึกการหายใจเข้า-ออกช้าๆ อย่างเป็นจังหวะกับการร่ายรำ ให้ได้เหงื่อซึมๆออกมาบ้าง เพลงก็ปรับเป็นเร็วขึ้น เป็นการก้าวย่างแบบดิสโก้สามคูณหนึ่ง เหงื่อชุ่มใบหน้า และแผ่นหลัง เป็นดวงใหญ่ แววตาแต่ละคู่สดใสเหมือนเด็กได้ของเล่น ยังมีแรงอยู่ขอเติมเต็มด้วยรำวง อีกซัก 3-4 รอบเถอะ งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้ามาสู่วงรำ

ชาววัย 90 ปี รูปร่างสูงโปร่ง ผมสีขาวแซมสีเทา หลังโค้งน้อยๆ สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวยืดสีดำ สวมถุงเท้า รองเท้าผ้าใบ พร้อมในการทำกิจกรรม นั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กหน้าบ้าน ตรงข้ามกับลานจอดรถ มือก็ร่ายรำตามจังหวะของเพลงที่ใช้ในการออกกำลัง บางครั้งก็ลุกยืนสลับแข้งขา เป็นทีๆ แล้วนั่งลง มองไปยังมวลสมาชิก สว. ทั้งหลาย ความสุขชั่ววัน ที่ได้ออกกำลังกาย ได้พูดคุย ได้หยอกล้อ ได้ฟังคำแผลงๆ ทะลึ่ง คำผวนต่างๆ ได้ลับสมองให้ต้องคิดก่อนตอบเสมอ มีนิทานมาเล่าสู่กันฟังทุกวัน อยากให้มีวันเช่นนี้ สัปดาห์ละเจ็ดวันเลย

สายตาที่เริ่มขุ่นมัวน้อยๆ แต่เติมเต็มด้วยแววสดชื่น มองไปรอบๆ ไปหยุดที่บ้านชั้นเดียวติดพื้นอยู่ด้านเหนือของโรงรถ ภายในโปร่ง ลมพัดตลอด สะอาด สบายตา มีหญิงชราวัย 88 ผอมยาว ผมตัดสั้นขาว ยายหนานนอนอยู่บนเตียง นอนยิ้มละไม ฮึมฮัมตามจังหวะของเพลง มือที่อ่อนแรงก็พยายามยกขึ้น-ลงช้าๆ แล้วก็หยุด สักครู่ก็ยกขึ้นใหม่ สลับกันไปมา

ฮึม นี่ก็สิบปีแล้วนะ ที่ฉันกับยายเฒ่ามาออกกำลังชี่กงที่บ้านของเรา นี่เราต้องแยกกันออกกำลังแล้ว ยายไม่ได้ออกมานอกบ้าน 3-4 ปีแล้ว แต่ก็มีความสุขดี แม้นจะไม่ค่อยมีแรง ปีนี้กำลังอ่อนลงไปมากเหลือเกิน ยืนนานๆก็เมื่อย หมอมาตรวจวัดไขมันใต้ผิวหนังให้ก็ยังชมว่าหนุ่มกว่าอายุจริง ตั้ง 20 ปี โรคที่มากับอายุที่เพิ่มขึ้น ทั้งเบาหวาน ความดันสูง ต่อมลูกหมากโต เห็นหมอว่าเริ่มมีภาวะไตน้อยๆแล้ว ต้องคุมอาหารน้ำตาลจะได้ไม่สูงเกิน ความดันเลือดกว่าจะคงที่ การทำจิตใจให้สงบ ฝึกสมาธิ แผ่เมตตา กว่าจะได้มาไม่ใช่ของง่ายๆเลย นึกถึงวันเวลาที่ผ่านมาแล้ว มันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน…..

เช้าวันนี้ฉันต้องไปโรงพยาบาลอีกแล้ว ครบกำหนดคุณหมอนัดไปเจาะเลือด ดูค่าน้ำตาล ดูไขมันในเลือด ดูยาที่กิน โรงพยาบาลเป็นที่ที่น่าเบื่อมากๆ ต้องแก่งแย่งกัน แม้นฉันจะอยู่ในเขตเทศบาล แต่ต้องดิ้นรนไปแต่เช้ามืด ไปเอาบัตรคิว ไปเจาะเลือดเช้าๆ เสร็จแล้วจะได้กินข้าว แม้นทางหน่วยงานเค้าจะมีข้าวเลี้ยงหลังเจาะเลือด ฉันก็ถนัดที่จะกลับไปกินข้าวบ้านมากกว่า แล้วกลับมารอคิวตรวจรักษาจากหมอใหญ่อีกที

“คุณลุง คุณลุง ลุกขึ้นซิจ๊ะ แล้วมาออกกำลังกัน เค้าเรียกรำชี่กงจ้ะเป็นการออกกำลังที่เหมาะกับผู้สูงอายุนะคะ” คุณหมอพยาบาลร่างท้วม ซึ่งพยายาม เรียกกระตุ้นคนไข้ร้อยกว่าคนที่ออกันแน่นอยู่หน้าคลินิกเบาหวาน ให้ลุกมาออกกำลังกาย ในใจฉันกลับคิดต่างจากพวกหมอทั้งหลาย ที่รับบทบาทมาให้สอนการออกกำลัง เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติที่บ้านได้ โถ จิตใจฉันจดจ่อกับการรอตรวจมากว่า 4-5 ปีมาแล้ว ที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ แล้วมากี่ทีๆฉันก็จำท่าการรำชี่กงไม่ได้สักที เดี๋ยวก็กลับบ้านแล้ว ฉันก็ไปเดินรอบๆบ้าน ปลูกต้นไม้ เลี้ยงไก่ ก็ออกกำลังกายเหมือนกันละนะ แค่นี้ก็อึดอัด หายใจรดกันอยู่แล้ว ยังจะให้กางแขนกางขาชนกันอีกหรือ แต่ให้ฉันยืน ฉันก็จะยืน น่าเบื่อจริงๆ แต่คงจะนานละกว่าจะได้กลับบ้าน

สายๆวันหนึ่งขณะที่ฉันดูต้นไม้ อยู่ที่ลานข้างบ้าน หมอจิตราคนสวยก็มาเยี่ยมคุยเล่าให้ฟังว่า จากการมาคัดกรองเบาหวานความดันโลหิตให้กับประชาชนในเขตที่โรงเรียนเทศบาลพบว่าคนในเขตชุมชนนี้ มีภาวะโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีร่างกายท้วมและอ้วน ได้นัดชาวบ้านในละแวกเดียวกันมาระดมความคิดเห็นว่าจะทำอย่างไร จึงจะไม่เกิดโรค หรือทุเลาจากโรคที่เป็นอยู่

กลุ่มสรุปว่าต้องออกกำลัง ต้องจัดหาแกนนำการออกกำลังให้ได้ก่อน เค้าจึงอยากให้ฉันเข้าร่วมกิจกรรมด้วย ฉันคิดว่าเออก็ดีเหมือนกันมีเจ้าหน้าที่มาสอนถึงที่ เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลมาหาเยี่ยมเยียนฉันอยู่บ่อยๆ ซักถามทุกข์สุข วัดความดันเลือด มาเขียนประวัติคนในบ้านที่อยู่กัน3 คน มันก็ไม่เลวร้ายอะไรนัก ฉันจึงได้นัดแนะคนได้ 4 คน มาร่วมออกกำลังกัน ฝึกกันในบ้านยายวิมล เป็นห้องแถวที่ปิดหมดสามด้าน ลมไม่ถ่ายเทไปมา ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการออกกำลังกาย

ฉันคิดว่าถ้าย้ายมาบ้านฉันซึ่งอยู่ติดกับบ้านยายวิมล ที่มีความโปร่ง มีลมพัดผ่าน ตรงบริเวณทางเดินข้างสวนน่าจะดีกว่า ได้วิทยากรหมอบุญยืนเป็นหมอกายภาพมาสอนทุกวัน จันทร์ถึงศุกร์ ตอนเก้าโมงถึงสิบโมง ฝึกกันอยู่หนึ่งเดือนจึงพอจำท่าการรำได้ สมาชิกเพิ่มเป็น 10 คน จึงก่อตั้งเป็นชมรมชื่อชมรมอภิบาลสุขภาพ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2545 โดยฉันเป็นประธานของชมรม

ฉันชักติดใจกับการออกกำลังชี่กง การสังสรรค์กับสมาชิก ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้น สมาชิกได้เพิ่มมากขึ้น จึงไปขอใช้สถานที่ลานจอดรถของคุณสมโภชน์ สงวนหงส์ ซึ่งไกลจากบ้านฉันไปประมาณ 100 เมตร สมาชิกเริ่มชินกับการออกกำลังกัน และปัญหาก็ตามมาอีกคือไม่มีห้องน้ำให้เข้า ฉันคิดว่าฉันก็มีที่สวนต้นไม้อยู่ด้านหลัง มีบ้านให้คนเช่าอยู่สองหลัง ถ้าทำลานกว้างจะทำให้ออกกำลังได้มากกว่าที่ออกอยู่ขณะนี้ ประกอบกับเวลาลูกสาวลูกชายมาเยี่ยมก็ไม่มีที่จอดรถ ฉันจึงได้สร้างโรงจอดรถด้านหลัง ติดกับถนนซอยขึ้น ปรับปรุงห้องน้ำ ซื้อเก้าอี้มาเพื่อผู้สูงอายุจะใช้นั่งได้

ถึงตอนนั้นชมรมของเราก็มีแกนนำการออกกำลังกายแบบชี่กงได้แล้ว ไม่มีการเก็บเงิน แต่ใครจะบริจาคอะไรก็ได้ นายกเทศมนตรี นายชนินทร์ สุทธิวารี ได้สนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงสถานที่ข้างโรงรถเป็นลานคอนกรีต สามารถขยายการรองรับสมาชิกได้อีก จัดซื้อโทรทัศน์และเครื่องฉายวิดิโอ เครื่องขยายเสียง ทุกคนต่างก็จดจำท่าการร่ายรำชี่กงได้เป็นอย่างดีและทีมของหมอเอง ชอบจัดการประกวดทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อเอาชนะการร่ายรำชี่กงที่ยอดเยี่ยมของเขตเทศบาล ของอำเภอเมืองตราด

เราได้จัดโชว์ไปในหลายอำเภอ หมอได้ขอให้เราไปเป็นแกนนำขยายการออกกำลังบริหารลมปราณแบบชี่กงออกไปสู่ชมรมอื่นๆ เป็นแกนนำให้กับผู้สูงอายุของอำเภอต่างๆในจังหวัดตราด ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในการจัดแข่งกีฬาผู้สูงอายุทุกปี สมาชิกของชมรมมาจากนอกเขตเทศบาล จากในตลาด จากที่อื่นๆเพิ่มมากขึ้นถึง 117 คน พวกเราออกกำลังสัปดาห์ละ 5 วัน นอกจากบริหารลมปราณชี่กงแล้วพวกเรายังขวนขวายหาการออกกำลังในแบบต่างๆ ไทเก็ง ดิสโก้สามคูณหนึ่ง การนำห่วงหวายมาเต้นฮูลาฮูบในการลดเอวลดพุง รำวงมาตรฐานทุกอย่างนำมาเป็นกิจกรรมออกกำลังกายสลับกับชี่กง ไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อการออกกำลังกาย

แรกๆทีมหมอมาฟื้นฟูการออกกำลัง พร้อมให้ความรู้เรื่องโรค เรื่องอาหาร เรื่องการทำสมาธิต่างๆ สลับกันไปมา และหมอก็ได้ย้ายไปทำกิจกรรมต่างๆให้กับชุมชนอื่นต่อไป แต่สมาชิกของเรายังได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น มีการตรวจความดันโลหิต ตรวจเลือดหาไขมัน และน้ำตาล ตรวจสมรรถภาพทางกายให้เป็นประจำทุกปี จัดกิจกรรมสันทนาการ วันปีใหม่ วันสงกรานต์ และมีการทำบุญในวันครบรอบการก่อตั้งชมรมทุกปี

มาปีนี้หมอเอาเครื่องมืออันใหม่มาใช้กับพวกเรา เป็นเครื่องวัดไขมันใต้ผิว(หนัง)มาวัดกับสมาชิก บอกว่าจะดูไขมันและกล้ามเนื้อแข็งแรงหรือไม่ พบว่าสมาชิกออกกำลังแล้วมีอายุลดลงอ่อนกว่าวัยกันทั่วหน้า สมกับการได้ออกกำลังกันจริงๆ ฉันมีความสุขมาก ทุกสิ่งที่ฉันได้ลงทุนทั้งกาย ใจ และทรัพย์สิน ฉันได้กลับคืนมามากกว่าที่ฉันจ่ายไปมากมายไม่สามารถคำนวณเป็นเงินตราได้ ฉันได้เพื่อนทั้งวัยเดียวกัน ทั้งต่างวัย ทั้งคุณหมอใหญ่ที่เกษียณมานานแล้ว ครูอาจารย์ แม่ค้า พ่อค้าในตลาด คนไทย คนจีน คนมอญ ที่พูดคุยกันรู้เรื่องไม่มีโมหะ ไม่มีโทสะ ทุกๆคนมีคุณค่ามีคุณภาพในตัวเอง ทุกๆคนคือเพื่อนของฉัน ความแข็งแรงของร่างกาย ความสุขทางจิตใจ ทำให้ฉันเหมือนกับคนอายุ 68 ปีเชียวนะ

“หนู หนู ดูซิคุณตานั่งหลับแล้ว คนอะไรหลับก็ยังยิ้มอยู่ได้ สงสัยจะแอบฟังเรานินทา เนอะ”

(ได้ทราบว่าคุณสุมาลี โคว้สถิตย์ เป็นผู้เขียนเรียงความนี้
ขอขอบคุณอย่างยิ่งที่ทำให้ผมได้ทราบความเป็นมาของชมรมฯ
และชีวิตในช่วงสุดท้ายของพ่อภิบาลครับ
-ภรต ยมจินดา 8 ธันวาคม 2556)

2 responses to “ความสุขที่ยั่งยืน

  1. เห็นด้วยครับ ความสุขที่ยั่งยืน คือความสุขทางด้านจิตใจ จิตใจแจ่มใส ร่างกายก็หนุ่มสาวขึ้นมาได้ทันตาเห็น ยิ่งเสริมด้วยอามรณ์ที่ดี ปฏิสัมพันธ์กับคนขอบข้างด้วยรอยยิ้ม เป็นแรงหนุนให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น
    นี่แหละทาง “สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด”

  2. ผมได้พบกระดาษขนาด A4 จำนวน 3 แผ่นวางอยู่บนเตียงตั่งตรงกันข้ามกับที่นอนของพ่อ ระบุว่าเขียนโดย “ก้างปลา” คลับคล้ายกับว่าผมเคยเห็นมันวางอยู่ตรงนั้นนานมาแล้ว เพียงแต่ไม่เคยสังเกตหรือหยิบขึ้นมาดูว่ามันคืออะไร

    เมื่อนำไปให้สมาชิกชมรมอภิบาลสุขภาพหลายคนอ่านดู ก็ไม่พบว่ามีใครเคยเห็นหรือทราบว่าใครเป็นผู้เขียน

    พิจารณาจากเนื้อหาน่าจะเป็นของพ่อ แต่ตัวท่านพิมพ์เอง หรือไหว้วานผู้อื่น หรือแม้กระทั่งให้ผู้อื่นเขียนตามคำบอกเล่านั้นก็ยังไม่ทราบได้

    ผมพยายามรักษาถ้อยคำและรูปแบบเอาไว้ให้มากที่สุด ยกเว้นส่วนที่เชื่อว่าเป็นการพิมพ์ผิด แม้คำว่า ไทเก็ง ก็คงไว้ตามต้นฉบับ เดิมแต่ละย่อหน้ามีความยาวมาก ผมได้แยกเป็นย่อหน้าย่อยๆเพื่อความสะดวกในการอ่าน

    พร้อมกันนั้นได้พบผลการตรวจสมรรถภาพร่างกายลงวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ซึ่งระบุไว้ว่า พ่อมีอายุจริง 90 ปี แต่อายุร่างกายนั้นเท่ากับคนอายุ 68 ปีเท่านั้น ซึ่งตรงกับในข้อเขียนนี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า พ่อเขียนขึ้นก่อนจะจากไปหนึ่งปีพอดี

    น่ายินดีที่ได้รู้ว่า พ่อได้ใช้ชีวิตประมาณสิบปีสุดท้ายของท่านอย่างมีความสุข ภาคภูมิใจในคุณค่าของตนเอง และมี “เพื่อน” ที่รักและเข้าใจกันมากมาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s