Rashomon : “…ก็ต้องโกหกกันทุกคนนั่นแหละ”


ชาวบ้านถามพระว่า

แต่ทุกวันนี้จะมีใครที่เป็นคนดีจริงๆอยู่หรือ?

บางทีเรื่องดีๆนี่อาจเป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นมา”

พระอุทานว่า      “อย่างนี้มันน่ากลัวจริงๆนะ…”

ชาวบ้านตอบว่า “คนเราก็เพียงแค่อยากจะลืมเรื่องที่ไม่ดี,

และก็เชื่อเรื่องดีๆที่แต่งกันขึ้นมา อย่างนี้แหละง่ายกว่า”

ชาวบ้าน (Commoner) มโนหยาบคนนี้ เป็นตัวละครที่เป็นตัวแทน

ของสามัญชนคนธรรมดาๆที่ต้องดิ้นรนต่อสู้หาเช้ากินค่ำ เอาตัวรอด

และเชื่อว่าการโกหกและความเห็นแก่ตัวเป็นธรรมชาติธรรมดาของมนุษย์

ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็ทำเพื่อตัวเองกันทั้งนั้น

พระ (Priest) ในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทนของผู้ที่พยายามจะรักษาศรัทธาเอาไว้

ว่ายังมีมนุษย์ที่มีจิตใจที่ดีงาม แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวจาก โจร ซามูไร และเมียซามูไรแล้ว

ท่านก็แทบจะหมดศรัทธาในมนุษย์

ราโชมอนเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลมากมาย

รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 1953 (พ.ศ.2496) ด้วย

หนังเรื่องนี้จับเอาเหตุการณ์การข่มขืนหญิงคนหนึ่งและการฆาตกรรมซามูไรสามีของเธอ

จากถ้อยคำที่ให้การต่อศาลของคนสามคน คือ ทาโจมารุ โจรที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนว่าชั่วช้าร้ายกาจ,

ภรรยาของซามูไร และ ซามูไรผู้ตาย ซึ่งให้ปากคำโดยผ่านคนทรง

ภาพยนตร์จะตัดกลับไปมาระหว่างฉากการสนทนา – ที่คนตัดฟืน(Woodcutter)

และพระนำเรื่องนี้มาเล่าให้ชาวบ้านฟัง ในขณะที่ทั้งสามคนติดพายุฝน

อยู่ที่ราโชมอนหรือประตูผี -กับเรื่องราวที่แต่ละคนเล่าในศาล

ในตอนต้นคนตัดฟืนเล่าว่าตนบังเอิญไปพบศพจึงรีบเข้าแจ้งความกับตำรวจ

ส่วนพระให้การเพียงแต่ว่า ได้เห็นซามูไรและภรรยาก่อนที่จะเกิดเหตุขึ้นเท่านั้น

ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์นี้อยู่ที่ อาคิระ คุโรซาว่าผู้กำกับปล่อยตัวละครให้ออกมาบอกเล่าเรื่องราว

เหมือนกับผู้ชมเป็นผู้พิพากษากำลังฟังคำให้การของผู้เกี่ยวข้องที่ละคน โดยไม่มีใครขัดจังหวะ

เมื่อทาโจมารุเล่าจบ เราจะรู้สึกเหมือนว่า ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆไปแล้ว

เพราะโจรไม่ได้ปฏิเสธ ยอมรับว่าตนเป็นคนข่มขืนภรรยาซามูไร

แต่บอกว่าท้ายที่สุดเธอเองก็มีใจสมยอมและที่ต้องฆ่าซามูไรทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าตั้งแต่ต้น

ก็เพราะว่าภรรยาซามูไรอับอายที่เธอต้องตกเป็นเมียของผู้ชายสองคน เธอจึงอยากให้คนหนึ่งตายไป

เขาจึงตัดเชือกที่มัดซามูไรออกและฆ่าซามูไรด้วยดาบ หลังจากที่ได้ต่อสู้กันอย่างสมศักดิ์ศรี

เรื่องราวน่าติดตามขึ้นไปอีก เมื่อเมียซามูไรมาให้ถ้อยคำเป็นปากที่สอง 

เธอเล่าว่าเธอต่อสู้ ดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดฤทธิ์ แม้ท้ายที่สุดเธอจะถูกข่มขืน แต่มิได้มีใจสมยอม

แล้วทาโจมารุก็หนีไป และเธอต้องมาเสียใจเป็นที่สุด เมื่อพบว่าสามีไม่มีเยื่อใยกับเธออีกต่อไปแล้ว

จึงยื่นกริชให้สามีใช้ฆ่าเธอเสีย แล้วเธอก็เป็นลมล้มลง ส่วนซามูไรตายไปอย่างไรนั้นเธอไม่ทราบ

ฟื้นขึ้นมาเห็นแต่ว่า กริชปักอกสามีอยู่ หลังจากนั้นเธอก็พยายามฆ่าตัวตายอีกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ

ยิ่งเมื่อซามูไรเข้าสิงร่างคนทรง และให้การเป็นคนที่สาม ว่าหลังจากที่ภรรยาตนถูกข่มขืน

โจรเกลี้ยกล่อมให้เธอทิ้งเขาไปอยู่กับมัน เธอตอบรับ และบอกให้โจรฆ่าเขาทิ้งเสียก่อน

แต่โจรไม่ทำ ท้ายที่สุด เขาฆ่าตัวตายด้วยกริช เพราะความเสียใจและอับอาย

มาถึงตอนนี้เราไม่แน่ใจว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆเป็นอย่างไร

รู้แต่ว่าภรรยาซามูไรถูกข่มขืนจริง ซามูไรตายไปจริงๆ แต่เธอปันใจให้โจรหรือไม่

ซามูไรถูกโจรฆ่าด้วยดาบหรือฆ่าตัวตายด้วยกริช เราก็ไม่รู้แล้ว

คำบอกเล่าของคน(และผี)ทั้งสาม เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ

ทำให้ตัวเองดูดีในสายตาของผู้ที่ได้รับฟังเรื่องราว

ทาโจมารุ แม้ยอมรับว่าข่มขืนผู้หญิงและฆ่าสามีของเธอตาย แต่เธอ…ก็มีใจสมยอมนะ

และที่ต้องฆ่า…ก็เพื่อช่วยรักษาเกียรติของผู้หญิงตามที่เธอขอมา

มิหนำซ้ำยังให้โอกาสซามูไรได้ต่อสู้กับตนอย่างยุติธรรมอีกต่างหาก

แม้แต่อาชญากรก็อยากเป็นอาชญากรที่ดูดีนะครับ

แต่ทำไมคนธรรมดาๆอย่างซามูไรและภรรยาจะต้อง”ประดิษฐ์”ความจริง ขึ้นมาบอกเล่าด้วยล่ะ?

ทั้งๆที่ตนเองก็เป็นเพียงเหยื่อของอาชญากรรมครั้งนี้ มิใช่หรือ?

เมื่อทนการคะยั้นคะยอของชาวบ้านคนนี้ไม่ได้ คนตัดฟืนก็ยอมรับและ

เล่าว่าตนได้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่หลังจากโจรข่มขืนเมียซามูไรแล้วเป็นต้นมา

เรื่องราวเป็นอย่างไร ไปดูกันได้ในยูทูบ  Rashomon Part 1-9

ที่อัพโหลดโดย TESOblivion4 มีซับไตเติลภาษาอังกฤษให้ด้วย

ส่วนที่สนุกที่สุดและคล้ายกับว่าจะเป็นคำเฉลยของเหตุการณ์ทั้งหมด

อยู่ที่คำบอกเล่าของคนตัดฟืน ที่ทำให้เราเริ่มแยกแยะได้ว่า

เหตุการณ์จริงๆที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นอย่างไร คำบอกเล่าของใคร

ส่วนไหนที่เป็นความจริงที่ถูก ประดิษฐ์ ขึ้น และเพราะอะไร?

โจรชื่อดังที่ลือกระฉ่อนกันว่าเป็นเสือผู้หญิง เป็นนักฆ่า แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

ซามูไร ชายชาติทหาร นักรบผู้รักศักดิ์ศรี แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

ภรรยาซามูไรทำอย่างไรเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของเธอเมื่อตกเป็นเหยื่อการข่มขืน

แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อเรื่องเล่าของคนตัดฟืนซะร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียวล่ะ

ถึงแม้พวกเราจะเห็นว่า เขาเป็นผู้เห็นเหตุการณ์และไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย

ลองไปดูหนังกันเองก่อนดีกว่านะ ผมขอไม่เล่าละ เดี๋ยวพวกเราจะหมดสนุก

ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรกเมื่อกว่าสามสิบปีมาแล้ว ดูมาแล้วเกือบสิบครั้ง

วิธีการนำเสนอของผู้กำกับ Akira Kurosawa

ยังทำให้ผมสงสัยได้ทุกครั้งว่า แล้วจริงๆเรื่องเป็นยังไงกันแน่นะ?

นอกจากบทสนทนาที่ผมอ้างไว้ตอนต้นแล้ว ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังมีบทสนทนาที่น่าสนใจอีกหลายตอน

เช่นเมื่อคนตัดฟืนพูดหลายครั้งว่าคำให้การของทั้ง ทาโจมารุและภรรยาซามูไรต่างก็โกหกทั้งนั้น

ชาวบ้านตอบว่า คนก็ต้องโกหกกันทุกคนนั่นแหละ

อีกตอนหนึ่งเมื่อพระขออภัยที่สงสัยในเจตนาของคนตัดฟืนที่จะเอาเด็กที่ถูกทอดทิ้งไปเลี้ยง

คนตัดฟืนตอบในบทภาษาอังกฤษ(ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่น)ว่า

It’s inevitable to be suspicious of others on a day like this.

ทุกวันนี้น่ะ มันอดไม่ได้หรอกที่จะต้องระแวงคนอื่น

ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกผมว่า

อย่างไรๆเสีย เรื่องที่แต่งขึ้น ก็ต้องมี เพราะใครๆก็ต้องการให้ตัวเองดูดีกันทั้งนั้น

ในสังคมที่ท่วมท้นไปด้วยความจริงที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ ผมก็ได้แต่หวังว่า

พวกเราจะใจกว้างพอ รับฟังกันให้มากพอ ไตร่ตรองให้รอบคอบพอ

ที่จะมองทะลุความจริงประดิษฐ์ไปสู่ความจริงแท้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

และกล้าหาญพอที่จะเอาชนะอคติที่เป็นธรรมชาติของตัวเราเองได้บ้าง

 

3 responses to “Rashomon : “…ก็ต้องโกหกกันทุกคนนั่นแหละ”

  1. ไม่ได้มีโอกาสดูฉบับภาษาญี่ปุ่น แต่เคยได้ยินเสียงล่ำลือ เล่าอ้างว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดีเรื่องหนึ่งของอากิระคุโรซาว่า จนกระทั่งได้มีโอกาสดูอุโมงค์ผาเมือง ราโชมอนเวอร์ชั่นไทยของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยหม่อมน้อย ก็ชอบนะ แม้ว่ากลิ่นอายมันจะออกไทยๆ ห่างไกลจากกลิ่นอายซามูไร แต่ก็พอจะเข้าใจบ้าง (เล็กน้อย) ตามแต่สมองจะตีความ เป็นอีกเรื่องที่ชอบค่ะ

  2. บางทีสิ่งที่ นิทเช่ พูดไว้จะช่วยทำให้เราเข้าใจ
    ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องราโชมอนได้ดียิ่งขึ้น
    และแน่นอนที่สุด จะช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์
    ที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรามากยิ่งขึ้นด้วย

    I should say: no, it is precisely facts that do not exist, only interpretations…

    (Friedrich Nietzsche)

    ผมว่า: ไม่ใช่หรอก, ความจริงแท้ทั้งหลาย(facts)นั้นไม่มีอยู่จริง,
    มีแต่การอธิบายความ(interpretations)เท่านั้น…

    (ฟรีดริช นิทเช่)

  3. Pingback: สตีฟ จ็อบส์กับราโชมอน | Bharot's Blog

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s