บทที่ 5/2 – คำถามเปลี่ยน เปลี่ยนชีวิต


 

เมื่อเริ่มงานอาชีพนี้ใหม่ๆ  ผมยังไม่มีลูก แม้ได้รับฟังวิทยากรฝึกอบรมของบริษัท

และนักขายเก่งๆ พูดถึงคุณประโยชน์ของการประกันชีวิตก็คล้อยตาม

แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มุ่งหวังที่เป็นโสดหรือยังไม่มีลูก ถูกโต้แย้งว่า

 

  • เห็นด้วยว่าประกันชีวิตดี แต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็น

รอให้มีครอบครัว มีลูกก่อน คุณภรตค่อยมาใหม่นะคะ

 

ผมมักคล้อยตามผู้มุ่งหวังง่ายๆ เสมอ เพราะใจเราเห็นเช่นนั้นอยู่บ้างแล้ว

เมื่อราวกลางปี 2526 ผมประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำที่จังหวัดตราด

รถยนต์คันใหม่เอี่ยมที่เงินดาวน์ส่วนใหญ่ได้มาจากงานประกันชีวิตพังยับ

โชคดีที่ทั้งผมและน้องไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง  หลังจากไปตรวจร่างกายและรู้ว่าไม่เป็นอะไรมาก

จึงโทรศัพท์กลับมาบอกภรรยาว่าเกิดอะไรขึ้น

 

ผมกลับมากรุงเทพฯ ได้ไม่นาน ก็ทราบว่า  ในค่ำวันเกิดอุบัติเหตุนั้น ภรรยาผมตั้งท้องลูกฝาแฝดของผมแล้ว

ผม มองเห็น ภาพชัดเจนว่า แม้ผมจะตายลงไปในค่ำวันนั้น  อีกเจ็ดเดือนต่อมาลูกชายสองคนของผมก็ต้องเกิด ต้องมีชีวิตอยู่

 

ผมปิดการขายผู้มุ่งหวังที่แต่งงานและยังไม่มีลูกได้มากขึ้น เพราะจิตใจ เชื่อและศรัทธา มากขึ้น

เราคงไม่ต้องรอให้พบความจริงเหล่านี้ด้วยตนเองในทุกกรณี

 

ผมเชื่อว่าเราสามารถ เห็น ความจริงเหล่านี้ได้ด้วยการใช้ จิต ของเราเฝ้าดู

มองเห็นความจริงง่ายๆที่ว่า คนโสดที่ได้ตัดสินใจแน่วแน่ไม่แต่งงานมีครอบครัวก็ยังคงต้องการการประกันชีวิต

 

  •  คุณสมสมัยครับ คุณสมสมัยเห็นว่าตัวเองไม่ต้องทำประกันฯ

      เพราะว่าไม่มีภาระครอบครัวอย่างนั้นใช่ไหมครับ

 

  •  คุณสมสมัยครับ ถ้ามีญาติผู้ใหญ่สักคนหนึ่งที่เป็นโสด

เจ็บไข้ไม่สบาย เราไม่ใช่ลูกของท่านแต่ทราบข่าว

เราควรไปเยี่ยมท่านบ้างไหมครับ…ควรหรือครับ

 

 

เป็นไปได้ไหมครับว่าเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอาจถามเราว่า

“ไม่ทราบว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของคุณป้าคะ”

ถ้าเรามีเงินและไม่เดือดร้อนเราอาจช่วยจ่ายได้ใช่ไหมครับ

 

 

แต่เป็นไปได้ไหมครับ

บางทีเราอาจไม่มีเงินพอรับผิดชอบชีวิตของ คนอื่น

ทำอย่างไรดีครับ วันต่อไปจะไปเยี่ยมท่านอีกไหม

ไปก็อึดอัด รู้สึกไม่ดี ไม่ไปก็รู้ว่าไม่ควร ถูกไหมครับ

ถ้าคุณป้าท่านนี้มีกรมธรรม์สักสองล้านบาท

มีสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลหรือไม่มีก็ตาม

สมมติว่าหมอบอกว่าอย่างไรๆ ท่านคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว

เราคงรู้สึกหนักใจน้อยลง

และเต็มใจไปดูแลผู้ที่เราควรดูแลมากขึ้นใช่ไหม

 

  •  สมมติว่าเราเป็นหลานที่มีฐานะดีพอที่จะจุนเจือญาติผู้ใหญ่ท่านนี้ได้จริง

ถามจริงๆ เถอะครับ คิดว่าท่านจะคิดอย่างไรที่ต้องเป็นเหมือนกาฝาก

   ที่เป็นภาระให้ผู้อื่นดูแลทั้งความเป็นอยู่และเงินทอง

  •  ขอโทษนะครับคุณสมสมัย ถามจริงๆ ว่า

คนๆ สุดท้ายที่จะดูแลเรา เมื่อเราช่วยตัวเองไม่ได้จะเป็นใครครับ

จะดีไหมครับถ้าจะพึ่งพาอาศัยเขา โดยให้เป็นภาระแก่เขาน้อยที่สุด

  •  คุณสมสมัยครับ คุณสมสมัยเห็นว่าคนโสดไม่จำเป็นต้องมี

      ประกันชีวิต ผมพอเข้าใจครับ

  • คุณสมสมัยครับ ขอโทษนะครับ

สมมติว่าเราสองคนเป็นพี่น้อง พ่อแม่เดียวกันเลยนะครับ

สมมติต่อไปนะครับว่า เรามีกันสองคนพี่น้องเท่านั้น

ผมยังคงเป็นโสดอยู่  แต่คุณสมสมัยน้องสาวของผมแต่งงาน

กับผู้ชายที่ดี  มีลูกเล็กๆ น่ารักคนหนึ่ง

วันหนึ่งมีตัวแทนมาหาผม ผมปฏิเสธไม่ซื้อประกันชีวิตกับเขา

โดยบอกว่า พี่ยังโสดอยู่ยังไม่จำเป็น

ไปหา สมสมัย น้องสาวพี่สิ เธอมีครอบครัวแล้วมีลูกเล็กๆ

เธออาจจะสนใจ

หลังจากนั้นคุณสมสมัยก็ทำกรมธรรม์เอาไว้

 

วันหนึ่งคุณสมสมัยได้ข่าวว่าผมไม่สบาย  เป็นไปได้ถูกไหมครับ

คุณสมสมัยคงไปที่โรงพยาบาล ซื้อกระเช้าผลไม้ไปเยี่ยม

ไม่ไปคงไม่ได้นะครับ คนเขาจะนินทาเอาว่า

แหม ขนาดพี่ชายแท้ๆ ไม่สบายไม่ไปดูดำดูดีอะไรเลย

            คงไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ

เมื่อพบกัน ผมบอกว่า น้องเอาบัตรเครดิตพี่ไปช่วยเบิกเงินให้ทีนะ

ในบัญชีมีอยู่ห้าหมื่นบาทเอามาจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาลให้ที

คุณสมสมัยคงเต็มใจทำให้พี่ชายนะครับ

หลังจากนั้น ถ้าผมหายป่วยเป็นปกติทุกคนก็สบายใจถูกไหมครับ

ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น เป็นไปได้ไหมครับว่าผมอาจป่วยนานหลายๆ วัน

อาจเป็น ๗ วันหรือ ๑๐ วันหรือเป็นไปได้ไหมครับ อาจนานเป็นเดือน

เมื่อมาเยี่ยมผมครั้งต่อมา เป็นไปได้ไหมครับ

ผมอาจจะบอกกับคุณสมสมัยว่า

ไม่รู้ว่าน้องพอจะมีเงินอยู่บ้างไหม…… หมอบอกว่าพี่อาจจะต้องอยู่

อีกหลายวัน ถ้ามี…..ขอยืมก่อนสักสามหมื่นจะได้ไหม พี่หายป่วยแล้ว

จะหาคืนให้

ในฐานะที่เป็นน้องแท้ๆ  ถ้ามีเงินออมอยู่บ้าง

คุณสมสมัยจะให้ยืมไหมครับ

ถ้าไม่มีเงินออมอยู่  ควรทำอย่างไรดีครับ

ถ้ามี…และจะช่วย สามีจะเห็นด้วยไหมครับ

ถ้าเขาไม่เห็นด้วยเขาจะพูดได้ไหมครับ

หากตัดสินใจว่า จะไม่ช่วยจะดีหรือครับ

ช่วยไปก็รู้ว่าครอบครัวเราเองอาจเดือดร้อน

จะไม่ช่วย ก็เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี

ผมเอง (พี่ชาย) ในฐานะที่เป็นผู้ป่วยก็ทุกข์ทรมานกับความเจ็บไข้อยู่แล้ว

เมื่อต้องขอความช่วยเหลือก็รู้อยู่เต็มอกว่า

คงทำความเดือดร้อนให้น้องสาว  แต่ไม่มีหนทางเลือก

ทุกคนที่เกี่ยวข้องเดือดร้อนอึดอัด ไม่มีทางออกกันไปหมด

ขอโทษนะครับคุณสมสมัย ถ้าหากในวันที่ตัวแทนประกันชีวิตมาพบผม

ผมซื้อกรมธรรม์เอาไว้สักห้าแสนบาท

มีความคุ้มครองทั้งค่ารักษาพยาบาลและคุ้มครองชีวิต

สถานการณ์จะดีกว่านี้มากใช่ไหมครับ

ผมก็มีความทุกข์แต่เพียงเนื่องจากการเจ็บไข้ทางกายเท่านั้น

ส่วนคุณสมสมัยก็เพียงแต่มาดูแลพี่ชายบ้าง

ไม่ต้องเดือดร้อนทางการเงิน

ไม่มีเหตุให้สามีภรรยาต้องกระทบกระทั่งกัน   อย่างนี้ดีกว่าใช่ไหมครับ

 

นี่เป็นความจริงของชีวิตใช่หรือไม่  นี่เป็นวิถีแห่งความดีที่มนุษย์พึงปฏิบัติต่อกันใช่หรือไม่

นี่เป็นความงดงามของงานอาชีพประกันชีวิตใช่หรือไม่ และ

นี่เป็นตัวอย่างรูปธรรมของการใช้พลังแห่งความจริงและความดีใช่หรือไม่

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s