อันว่าพญามังกร…


 

(1)

บทบาทของตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง The Pursuit of Happyness (2006)

หรือชื่อในพากย์ไทยว่า ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้ นั้น ทำให้ผมยิ้มออกและนึกถึง

คำเปรียบเปรยที่ คุณเฉลิม ตระกูลทอง นายเก่าของผม มักพูดเสมอว่า

อันว่าพญามังกร ย่อมไม่ครวญครางให้เป็นที่รำคาญแก่กุ้งฝอย ขึ้นมาจริงๆ

 

คงเป็นเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นโดยอาศัยเค้าโครงจากชีวิตจริงของ

Chris Gardner นักธุรกิจเศรษฐีชาวอเมริกันผิวดำ ซึ่งเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักขาย

ภายหลังที่พ้นจากการเป็นทหารในกองทัพเรืออเมริกัน

 

แม้พื้นฐานการศึกษาของคริส การ์ดเนอร์จะมีเพียงระดับมัธยมปลายเท่านั้น

แต่เขาสามารถใช้ความรู้ที่ได้มาจากการทำงานในหน่วยงานทางการแพทย์ทหาร

มาเป็นนักขายเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ได้

 

(2)

เหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เปิดฉากขึ้นในซานฟรานซิสโกในปี 1981

เมื่อคริสใช้เงินออมทั้งหมดที่เขามีอยู่ ลงทุนซื้อเครื่องสแกนความหนาแน่นของกระดูก

ซึ่งเขาทราบในภายหลังว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีกว่า

เครื่องเอกซ์เรย์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ราคาแพงกว่ากันถึงสองเท่า

 

การลงทุนครั้งนั้นทำให้ครอบครัวของคริสต้องมีปัญหาการเงิน

และนำไปสู่ปัญหาความแตกแยกของครอบครัวในที่สุด

ภรรยาของคริสย้ายไป ทำงานที่ร้านค้าของพี่เขยในนิวยอร์ก

ทั้งสองคนเห็นพ้องกันว่า คริสจะดูแลคริสโตเฟอร์ ลูกชายได้ดีกว่า

 

(3)

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คริสโตเฟอร์ แสดงโดย เจเดน ลูกชายในชีวิตจริงของวิล สมิธ

ในขณะนั้นเจเดนอายุ 8 ปี รับบทเป็นคริสโตเฟอร์อายุ 5 ปี

ส่วนในชีวิตจริงของคริส การ์ดเนอร์ เวลานั้นลูกชายของเขาเพิ่งเริ่มหัดเดิน

 

คริสตัดสินใจที่จะเป็นโบรกเกอร์ค้าหลักทรัพย์ เมื่อได้คุยกับชายคนหนึ่งที่

เพิ่งก้าวลงจากรถเฟอร์รารี่และมองเห็นภาพว่าตัวเองจะมีความสุขได้เหมือน

โบรกเกอร์เหล่านั้น ซึ่งยิ้มแย้มแจ่มใสและดูมีความสุขเหลือเกิน

 

(4)

ตัวละครที่เป็นนักขาย ทั้งในบทละครและภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงอีกสองเรื่อง คือ

The Death of a Salesman (1951 & 1985) หรืออวสานของเซลส์แมน

และ Glengarry Glenn Ross (1992) หรือเกมชีวิต เกมส์ธุรกิจ 

นั้นก็สะท้อนให้เห็นชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหา ปัญหาของทั้งชีวิตครอบครัว

และชีวิตการงานของคนทำอาชีพการขายเช่นเดียวกัน

 

แต่ปฏิกิริยาต่อปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาของตัวละครแตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง

 

(5)

คริส การ์ดเนอร์ตัดสินใจอย่าง พญามังกร ที่จะลดระดับหรือย่อตัวเอง

จากนักขายหรือตัวแทนจัดจำหน่ายลงมาเป็นเด็กฝึกงานเต็มเวลา

ที่ไม่มีเงินเดือนกับ ดีน วิทเทอร์(Dean Witter) เป็นเวลา 6 เดือน

และบริษัทจะคัดเลือกเพียงหนึ่งจากจำนวน 20 คนเข้าเป็นโบรกเกอร์

 

นั่นหมายความว่าคริสจะต้องเข้ารับการฝึกอบรม ต้องดูแลรับผิดชอบลูกโดยลำพัง

ต้องหิ้วเครื่องสแกนออกเสนอขายกับแพทย์ตามโรงพยาบาลไปพร้อมๆกัน

และก็ไม่มีคำมั่นสัญญาใดๆว่าเขาจะได้ทำงานกับดีน วิทเทอร์อย่างแน่นอน

 

(6)

คริสแสดงความเป็นพญามังกร ที่ไม่คร่ำครวญ

เมื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ในเสื้อผ้าที่เปื้อนสีมอมแมม

โดยไม่สวมสูทและผูกเนกไท เนื่องจากคืนก่อนหน้านั้น

ถูกตำรวจควบคุมตัวไว้เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าจอดรถ

ในขณะที่คริสกำลังทาสีบ้านเพื่อให้เจ้าของบ้านยินยอม

ผ่อนผันการชำระค่าเช่าบ้านให้

เขาตอบคำถามอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา

 

ภาพยนตร์แสดงการต่อสู้กับปัญหาของคริส ที่กลายเป็นคนจรจัดไร้บ้าน

บางคืนถึงกับต้องพาลูกแอบเข้าไปนอนพักในห้องสุขาของสถานีรถไฟ

 

(7)

กิจวัตรที่คริสต้องทำเป็นประจำคือ พาลูกไปสถานรับเลี้ยงเด็ก

ในย่านที่แม้แต่จะสะกดคำว่า Happiness ก็ยังสะกดด้วยตัว Y

แล้วตัวพ่อก็ต้องออกไปรับการอบรมและฝึกงานที่ ดีน วิทเทอร์

 

คริสต้องรีบไปทำงานให้เช้ากว่าคนอื่นๆ เขาหาวิธีการที่จะประหยัดเวลา

ด้วยหมุนโทรศัพท์ต่อเนื่องโดยไม่วางโทรศัพท์ลง

พยายามไม่ดื่มน้ำเลย เพื่อประหยัดเวลาการเข้าห้องน้ำ

 

คริสต้องออกจากที่ทำงานเร็วกว่าคนอื่นๆ เพื่อไปรับลูกและไปต่อคิวให้ทัน

เพื่อจะได้โอกาสค้างคืนที่สถานพักพิงคนไร้บ้านของโบสถ์เมโธดิสต์

 

(8)

ด้วยความเฉลียวฉลาดและความสามารถในการเข้ากับผู้คน

คริสสร้างผลงานให้กับบริษัทได้อย่างโดดเด่นในระหว่างฝึกงาน

 

แม้จะรู้สึกถูกมองข้ามและถูกประเมินค่าต่ำ เขามักถูกผู้จัดการ

ใช้ให้ชงกาแฟ ซื้ออาหาร แม้กระทั่งช่วยเลื่อนรถให้

เขาก็ไม่เคยปฏิเสธหรือปริปากบ่น

 

แม้เมื่อถูกหุ้นส่วนบริษัทขอยืมเงิน  5 เหรียญเพื่อจ่ายค่าแท็กซี่ เขาพยายามเลี่ยง

ด้วยการขออาสาจะไปหยิบกระเป๋าเงินให้ แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ คริสก็เลือกที่จะให้ยืม

ทั้งๆที่ตัวเองก็แทบไม่มีเงินเหลืออยู่แล้ว

 

คริสจะต้องลากกระเป๋าพะรุงพะรับออกมาที่ที่ทำงานทุกวันเพราะไม่มีที่จะเก็บ

เมื่อถูกถามว่ากำลังจะไปไหนเขาก็ตอบว่า จะต้องเดินทางไปทำงานที่นั่นที่นี่

ไม่เคยบอกให้ใครทราบว่าตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบาก

 

 

_42429185_triopa

(9)

ภาพยนตร์เรื่องนี้จบอย่างแฮปปื้เอนดิ้งเพราะ คริส การ์ดเนอร์ ตัวจริง

ซึ่งปรากฎตัวในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้

ในฉากที่เดินสวนกับวิล สมิธและเจเดน ลูกชาย

นั้นประสพความสำเร็จในฐานะโบรกเกอร์ กระทั่งต่อมาได้ก่อตั้ง

บริษัทโบรกเกอร์ของตนเองชื่อ Gardner Rich & Co เมื่อปี 1987

และต่อมาได้ขายหุ้นของตนออกไปเมื่อปี 2006 เป็นเงินหลายล้านเหรียญ

 

ในชีวิตจริงเขาซื้อรถเฟอร์รารี่มาคันหนึ่งจริงๆ

เขาซื้อต่อมาจากไมเคิล จอร์แดน ยอดนักบาสเก็ตบอลชื่อดังของโลก

 

(10)

ดูหนังที่เป็นอัตชีวประวัติของคนที่ประสพความสำเร็จแล้วก็ชื่นใจอย่างนี้แหละครับ

แต่ถ้าอยากรู้ว่า นักขาย ที่ชอบคร่ำครวญนั้น เขาคร่ำครวญเรื่องอะไรกัน

และจุดจบของพวกเขาเป็นอย่างไร ก็ต้องตามไปดูเรื่อง

Glengarry Glenn Ross (1992) หรือเกมชีวิต เกมส์ธุรกิจ ละครับ

 

3 responses to “อันว่าพญามังกร…

  1. ผมว่าการตัดสินใจที่กล้าหาญที่สุดของคริส การ์ดเนอร์
    อยู่ที่ การตัดสินใจที่จะฝึกงานอยู่โดยไม่มีเงินเดือนถึง 6 เดือน
    ในขณะที่มีภาระต้องดูแลลูกเล็กๆเพียงลำพัง และโดยไม่มีเงินออมเหลืออยู่เลย

    ถ้ามีคนแบบคริส การ์ดเนอร์มากๆ
    ก็คงไม่มีใครคิดโครงการตัวแทนฯกินเงินเดือน

  2. มีฉากนึงที่เขาต้องโทรนัดลูกค้า เขาไม่วางหูโทรศัพท์ แต่ใช้นิ้วกดปุ่มวาง เพื่อจะได้โทรได้จำนวนที่มากครั้งขึ้น ไม่มีเวลาเสียใจกับคำปฏิเสธและไม่เสียเวลาวางหูโทรศัพท์ลงบนแป้นเสียด้วยซ้ำ
    ชอบเรื้องนี้คะ
    นอกจากไม่ครวญคราง เขายัง รู้ว่า กิจกรรม ที่นำไปสู่ความสำเร็จคือการไปนั่งหน้าลูกค้า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s