Death of a Salesman: อวสานของเซลส์แมน


โลกรู้จักอวสานของเซลส์แมน ของอาร์เธอร์ มิลเลอร์ ในฐานะบทละคร เป็นละครเวทีและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่ได้รับรางวัลสำคัญมากมายมาตั้งแต่ปี 1949

Death of a Salesman(1985) เป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ ที่ดัสติน ฮอฟแมน ได้รับทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและเอ็มมี่อะวอร์ดในปี 1986 ในฐานะนักแสดงนำยอดเยี่ยม ในบทของนักขาย-วิลลี่ โลแมน

ส่วนจอห์น มัลโควิช ซึ่งรับบทเป็น บิฟฟ์(Biff) ลูกชายคนโตของวิลลี่ โลแมน ได้รับรางวัลเอ็มมี่ในฐานะนักแสดงประกอบยอดเยี่ยม

ภาพยนตร์ที่เป็นซีรี่ส์ทางทีวีชุดนี้สร้างขึ้นจากบทที่ใกล้เคียงกับบทละครเวทีดั้งเดิมมาก ฉากและสีสรรบรรยากาศทำให้รู้สึกคล้ายๆกับกำลังดูละครเวทีอยู่บ้าง

ผมเคยทำหน้าที่มองหาและเลือกคนเข้ามาทำงาน และต้องช่วยทำให้เขาเป็นนักขาย ที่ประสพความสำเร็จและเป็นคนดีให้ได้ ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องราวของนักขายที่ล้มเหลวคนหนึ่ง ก็อยากจะเรียนรู้และหาหนทางป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนของเรา

วิลลี่ โลแมนล้มเหลวทั้งในชีวิตครอบครัวและการงาน รวมทั้งล้มเหลวในความพยายามครั้งสุดท้าย ที่จะให้บิฟฟ์ได้เงินเอาประกันจากการฆ่าตัวตายของพ่อไปเริ่มต้นการเป็นนักธุรกิจ อย่างที่พ่อฝันไว้ ซึ่งก็ไม่สำเร็จอีก

ในเรื่องไม่ได้บอกว่าวิลลี่ขายสินค้าอะไร แต่คงไม่ใช่สินค้าบริการ เพราะหิ้วกระเป๋าขนาดใหญ่ตั้งสองใบ ดูเหมือนกับว่านอกจากบรรจุชุดเดินทางแล้ว น่าจะมีตัวอย่างสินค้าที่เป็น tangible product อยู่ด้วย

เพราะเพิ่งอ่านประวัติของสตีฟ จ็อบส์จบไปไม่นาน ก่อนมาดูหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า สองคนนี้ใช้สนามความจริงที่ถูกบิดเบือน เหมือนกัน  

แต่ต่างกันตรงที่ว่า ในขณะที่ สตีฟ จ็อบส์ ได้ประโยชน์จากการใช้ สนามความจริงที่ถูกบิดเบือน สร้างความสำเร็จให้ตัวเขาเองได้มากแค่ไหน การพยายามบิดเบือนความจริงของวิลลี่ โลแมนกลับสร้างโศกนาฏกรรมให้กับครอบครัวตัวเองได้มากแค่นั้น

ผมรู้สึกว่าสตีฟ จ็อบส์ รู้ดีว่า สิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้นั้น ในทางภาวะวิสัย(objectivity)แล้วเป็นไปได้ หากคนเหล่านั้นทุ่มเทความพยายามลงไปอีก และเมื่ออยู่ภายใต้การอำนวยการของหัวหน้าที่ใส่ใจอย่างที่สุด สิ่งที่เดิมเป็นเพียงความเป็นไปได้ก็กลายเป็นความจริงขึ้นมา

ส่วนวิลลี่นั้นเริ่มต้นด้วยการเชื่อเอาเองว่า ตัวเองนั้นเหนือกว่าชาร์ลี ผู้เป็นเพื่อนบ้าน ลูกชายของตัวเองก็เหนือกว่าเบอร์นาร์ดลูกชายของชาร์ลี ซึ่งไม่เป็นความจริง

วิลลี่เพ้อว่าตัวเองเป็นนักขายผู้เป็นที่รักและประสพความสำเร็จ แต่ความล้มเหลวในชีวิตจริงๆทำให้ในบางตอนก็เผลอยอมรับออกมาว่า ผู้คนไม่ค่อยต้อนรับเพราะเขาพูดมากเกินไป ในขณะที่นักขายคนอื่นพูดน้อย และขายได้มากกว่า

แทนที่จะเริ่มต้นจากความเป็นจริง วิลลี่ไม่ฟังใคร ได้แต่คิดเองเออเอง แล้วบอกคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในครอบครัวให้เชื่อตาม โดยไม่ให้โอกาสใครได้ออกความเห็น

คนอย่างวิลลี่ ชอบที่จะบอก แต่ไม่ชอบถามใคร เพราะกลัวที่จะได้ยินความเห็นที่แตกต่าง ได้แต่คิดและทึกทักเอาเอง

ยากมากที่คนอย่างวิลลี่จะเป็นนักขายที่ดีได้ เพราะนักขายที่ดีต้องช่างสังเกต มีจินตนาการและรู้จักคิดอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งเขาไม่มีคุณสมบัติอย่างนั้นเลย

จริงๆแล้วคนที่มีคุณโทษสมบัติอย่างวิลลี่ไม่ว่าจะทำงานอาชีพอะไรก็อวสาน ทั้งนั้น ไม่ใช่เฉพาะเมื่อเป็นนักขาย

โชคร้ายที่อาร์เธอร์ มิลเลอร์เขียนบทให้วิลลี่เป็นนักขาย ชีวิตของนักขายที่โลกได้รู้จักก็เลยกลายเป็นโศกนาฏกรรมไป

พับผ่าสิ! ไม่ชอบเลยจริงๆ

Advertisements

2 responses to “Death of a Salesman: อวสานของเซลส์แมน

  1. I think it is important to remember this is Kai’s first time as mayor. It is important to me that perspectives are gained through discussion before decisions are made and things get done.It concerns me, however, that when people who aren’t his constituents are clearly comaunicmting they’re concerns and voicing they’re opinions, he seems quicker to judge than to listen.

  2. Pingback: อวสานของเซลส์แมน(เรื่องย่อ) | Bharot's Blog

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s