กายเปลี่ยน-ใจเปลี่ยน


Amy Cuddy นักจิตวิทยาสังคม, ศาสตราจารย์และนักวิจัยแห่งฮาวาร์ด
เผยผลการวิจัยที่พบว่าภาษากาย หรือภาษาที่ไม่ใช่คำพูด(Nonverbals)
ของเรานั้นสามารถกำหนดความคิดหรือ Perception ของคนอื่นๆที่มีต่อเรา
และสามารถเปลี่ยนได้แม้กระทั่งเคมีในร่างกายของตัวเราเองได้อย่างง่ายๆ
ด้วยการเปลี่ยนท่วงท่าหรืออากัปกิริยา(Posing)ของตัวเราเอง

เธอพบว่า คนเรามีแนวโน้มที่จะตัดสินผู้อื่นอย่างรวดเร็วจากภาษากาย
ของอีกฝ่ายหนึ่ง งานวิจัยของ นาลินี แอมแบดี้บอกกับเราว่า
กลุ่มทดลองที่ดูคลิปที่ไม่มีเสียงของการปฏิสัมพันธ์(Interactions)
ระหว่างแพทย์กับคนไข้ความยาวเพียง 30 วินาทีก็สามารถตัดสินได้ว่า
หมอเป็นคนน่ารัก หรือว่าหมอจะถูกฟ้องร้องหรือไม่

ขณะเดียวกันการวิจัยของอเล็กซ์ โทโดรอฟชี้ให้เห็นว่า
การได้เห็นหน้าของผู้สมัครเป็นวุฒิสมาชิกและผู้ว่าการรัฐ
เพียงหนึ่งวินาที ก็สามารถบอกผลการเลือกตั้งได้

บนโลกออนไลน์ การใช้อีโมติคอน รูปการ์ตูนแสดงอารมณ์ต่างๆ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้ใช้ต่อรองผลประโยชน์ได้มากขึ้น
ในทางตรงกันข้ามหากใช้ได้ไม่ดี ผลลัพธ์ที่ออกมาจะแย่ลง

เมื่อเราพูดถึงภาษากาย เรามักจะนึกถึงว่า
ภาษากายของเราจะทำให้ผู้อื่นตัดสินเราอย่างไร

และในทางตรงกันข้าม เราตัดสินคนอื่นจากภาษากายของเขาอย่างไร
แต่เรามักลืมไปว่า ภาษากายของเราส่งผลกระทบต่อตัวเราเองอย่างไรบ้าง

แอมี่ คัดดี้และดานา คาร์นีย์ ได้ทำการทดลองเพื่อตอบคำถามที่ว่า
ภาษากายของเราเองกำหนดความคิดและความรู้สึกของเราหรือไม่

ตามปกติเมื่อเรามีความสุขเราจะยิ้ม
แต่เมื่อเราบังคับตัวเองด้วยการคาบปากกาเอาไว้
เราจะรู้สึกเป็นสุขขึ้นได้เช่นเดียวกัน

คำถามที่สองคือ เป็นจริงด้วยไหมที่ว่าร่างกายเปลี่ยน
จิตใจเราก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน
เมื่อพูดถึงจิตใจ ก็หมายถึงความคิด ความรู้สึก
หรือเรื่องทางกายภาพที่ทำให้เกิดความคิดและความรู้สึก
ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงฮอร์โมนต่างๆ

พวกเธอได้ทำการทดลองโดยให้กลุ่มทดลองกลุ่มหนึ่ง
อยู่ในท่วงท่าอากัปกิริยาที่มีพลัง(hi-power poses)
เช่นยืดอก เชิดคาง เหยียดตัวออก ชูแขนขึ้นและอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในท่วงท่า
อากัปกิริยาที่ไร้พลัง(lo-power poses) เช่นค้อมตัว ห่อตัว กอดอก เป็นต้น
เป็นเวลาสองนาที หลังจากนั้นก็เก็บตัวอย่างน้ำลายและชวนให้เล่นการพนัน

จากการทดลองพบว่า คนในกลุ่มแรกตัดสินใจที่จะเล่นการพนันสูงถึง 86%
ส่วนกลุ่มหลังมีเพียง 60% เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มแรก
มีความทนทานต่อความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอน (Risk tolerance) สูงกว่ากลุ่มหลัง

ผลการวัดฮอร์โมนก็แสดงให้เห็นว่า
คนกลุ่มแรกมีเทโทสเตอโรน(Testosterone)สูงขึ้น 20%
ตรงกันข้ามคนกลุ่มหลังที่กลับลดลง 10%
ในขณะเดียวกันคนกลุ่มแรกมีคอร์ทีโซล(Cortisol)ลดลง 25%
ตรงกันข้ามกับคนกลุ่มหลังที่เพิ่มขึ้น 15%
เทโทสเตอโรนเป็นฮอร์โมนแห่งความฮึกเหิม
ส่วนคอร์ทีโซลเป็น ฮอร์โมนแห่งความเครียด

คนกลุ่มแรกมีจิตใจที่ทรงพลังมากกว่า
พร้อมรับสถานการณ์ แน่วแน่มั่นใจและมองทางบวกมากกว่า
พวกเขามั่นใจมากกว่า มีแนวโน้มที่จะคิดอย่างเป็นนามธรรมได้มากกว่า
กล้าเสี่ยงมากกว่า รู้สึกผ่อนคลายมากกว่า
ส่วนคนกลุ่มที่สองจะเป็นตรงกันข้าม

คำถามต่อไปก็คือ การเปลี่ยนแปลงท่วงท่าอากัปกิริยาเป็นเวลาสั้นๆ
จะทำให้เกิดผลเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้หรือไม่
พวกเธอได้ทำการทดลองต่อไป โดยให้กลุ่มทดลอง
เข้ารับการสัมภาษณ์เป็นเวลา 5 นาที จากผู้สัมภาษณ์
ที่ได้ตระเตรียมเอาไว้แล้วว่า จะมีสีหน้าเฉยเมยไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมา
ซึ่งเป็นลักษณะที่ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์กลัวที่สุด
กลัวเสียยิ่งกว่าผู้สัมภาษณ์ที่ซักไซ้ไล่เลียงอย่างหนักเสียอีก
เป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้คอร์ทีโซลพุ่งขึ้น

เมื่อให้คลิปเหล่านี้กับคนอีก 4 คนได้ดู
ซึ่งทั้งสี่คนไม่ทราบสมมติฐานของการทดลอง
ไม่ทราบว่าใครโพสท่วงท่าอากัปกิริยาอย่างไรนาน 2 นาที
ก่อนเข้ารับสัมภาษณ์ ทุกคนต่างเลือกผู้ที่โพสท่วงท่าแบบ hi-power ทั้งหมด
ไม่มีใครเลือกผู้ที่โพสแบบ lo-power เข้าทำงานเลย

แอมี่มีประสบการณ์ตรงด้วยตัวของเธอเอง
เพราะเธอประสบอุบัติเหตุรุนแรงและทำให้ไอคิวของเธอลดลง
เธอเรียนจบจากพรินซ์ตันช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน 4 ปี
ใครๆก็พูดว่า เธอคงเรียนไม่สำเร็จ
แต่เพราะอาจารย์ที่ปรึกษากระตุ้นให้เธอเชื่อมั่นอยู่ตลอดเวลา
ว่าเธอจะทำได้สำเร็จ และเธอก็ทำได้สำเร็จจริงๆ

เมื่อเธอบอกให้คนที่ขาดความมั่นใจให้เปลี่ยนท่วงท่าอากัปกิริยา
ให้เป็นแบบไฮพาวเวอร์ ก็มักจะถูกแย้งว่า
ไม่อยากทำอย่างนั้นเพราะเหมือนเป็นเสแสร้งแกล้งทำ(fake)
เรื่องนี้เธอสรุปไว้อย่างน่าฟังว่า

“ฉันอยากบอกคุณว่า…
อย่าเพียงแต่แค่เสแสร้งทำจนสามารถทำได้
แต่ให้แสร้งทำจนคุณกลายเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ไม่ใช่เพียงแค่นั้น แต่เป็น-ทำให้มากพอ
กระทั่งคุณกลายเป็นอย่างนั้นไปจริงๆ
และเป็นอย่างนั้นมาจากภายใน

“การปรับเปลี่ยนเล็กๆน้อยๆสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้”

ท่านเชื่อไหมว่า การปรับเปลี่ยนท่วงท่าอากัปกิริยาเล็กๆน้อยๆ
อย่างสม่ำเสมอจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเราได้?

ทดลองกันดูนะครับ
ก่อนที่คุณจะเข้าสู่สถานการณ์ที่ตึงเครียดใดๆ
เช่นการเข้ารับการสัมภาษณ์งาน
เสนองานให้หัวหน้าหรือลูกค้าคนสำคัญของคุณ
หรือเสนองานต่อหน้าผู้ฟังจำนวนมากๆ
โพสท่วงท่าที่เรียกว่า hi-power posing สัก 2 นาที
แล้วช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยนะครับว่าแอมี่-เธอพูดถูกรึเปล่า?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s