ความรัก


IMG_1735

Advertisements

หลวงปู่ ไม่ได้พูด



เมื่อพ่อป่วยหนักมีพระเถระหลายรูปมาเยี่ยมไข้

เห็นได้ชัดว่าพ่อปลาบปลื้มมาก

ผมเชื่อว่าการได้เห็นพระ จะเตือนให้พ่อนึกถึงบุญกุศล

ที่ท่านได้ทำมา

 

เราจึงนิมนต์พระให้มาเยี่ยมไข้ หลายท่านมาซ้ำอีก ด้วยความเต็มใจ

เสียดายแต่ว่า ครั้งหลังๆนี้ พ่อแทบไม่รู้สึกตัวแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าพ่อจะรับทราบได้โดยทางใดทางหนึ่ง

 

ผ่านไปใกล้ครบสองเดือนเต็มในห้องไอซียู

อาการของพ่อทรุดลงเป็นลำดับ

แม้คิดมาตลอดว่า ศรัทธาในศาสนาของผมเป็นแบบวิทยาศาสตร์

มองเห็นเหตุผลว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต

จิตใจก็อดหวั่นไหวไม่ได้ ที่พ่อกำลังจะจากไป

อย่างไม่มีวันหวนกลับมาอีก

 

คุณเครือวัลย์ ผู้ที่พ่อชื่นชมในความเอาใส่ใจคนไข้ของเธอ

แนะนำผมว่า

มี “หลวงปู่” รูปหนึ่งที่มีผู้เคารพนับถือกันมาก

เป็นพระสุปฏิปันโน การไปกราบท่าน อาจช่วยได้

 

วันรุ่งขึ้น ก่อนเวลาเยี่ยมไข้ ผมขับรถไปถึงวัด

บริเวณวัดเล็กๆเขียวครึ้มด้วยร่มไม้ใหญ่

มีเจดีย์และกุฎิเล็กๆ 3-4 หลัง

สิ่งปลูกสร้างทุกหลังทาด้วยสีเขียวปนฟ้าหม่นๆ

ด้านหลังเป็นธารน้ำใส ไหลเชี่ยว สะอาดตา

 

ผู้ดูแลบอกว่า หลวงปู่ อายุกว่า 80 ปีแล้ว ต้องอยู่ในห้องปรับอากาศ

ท่านต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา

ไม่สามารถหย่าเครื่องช่วยได้ เช่นเดียวกับพ่อ

ผมก็เหมือนกับคนอื่นๆที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปกราบท่านในห้อง

เพราะเกรงว่าท่านจะติดเชื้อโรคจากผู้มาเยี่ยม

ผมจึงก้มกราบท่านที่พื้นหน้าห้องนั่นเอง

 

ผมได้รับถุงอาหารมื้อเช้าและหนังสือธรรมะจากผู้ดูแลๆ

บอกผมว่าสำหรับอาหารนั้น หลวงปู่ เสก แล้ว

 

ขณะออกจากวัดมา แม้ไม่ได้พบหลวงปู่ เห็นหลวงปู่

ยังไม่ได้อ่านหนังสือธรรมะหรือกินอาหารเสกของหลวงปู่

ผมแว่วยินสิ่งที่หลวงปู่ ไม่ได้ พูด ว่า

สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

และความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นธรรมดา นะลูก”

 

ผมสูดลมหายใจเข้าปอด แล้วค่อยๆปล่อย

รู้สึกถึงลมออกเบาๆที่ปลายจมูก

ก่อนกลับไปหาพ่อที่โรงพยาบาล อีกครั้ง


ความสุขที่ยั่งยืน


สายๆของเช้าวันจันทร์ของเดือนสิงหาคม สายลมเย็นพัดผ่านมาหลังจากพายุฝนได้กระหน่ำมาตลอดคืน มาซาลงในตอนเช้า ทุกคนต่างก็เตรียมพร้อมที่จะไปทำงาน เด็กๆไปเรียนหนังสือ ผู้สูงอายุในละแวกเดียวกัน ต่างก็ทยอยเดินมา บางคนก็มีลูกหลานมาส่ง บางคนก็ปั่นจักรยาน หรือขี่มอเตอร์ไซค์มา บางคนก็นั่งรถรับจ้างมา บางคนที่บ้านไกลก็ขับรถยนต์มาเอง ต่างมีจุดหมายเดียวกัน

ถนนคอนกรีตที่รถสวนไปมาได้ อยู่ด้านหลังตลาดเทศบาล หลบมุมความจอแจเข้ามา ในสมัยก่อนเรียกว่าหนองเสือปลา ด้านหนึ่งเป็นตึกแถว อีกด้านเป็นลานกว้างติดกับโรงรถ ที่เคยมีต้นไม้ร่มรื่น ซึ่งใครๆก็รู้จักบ้านคุณตาภิบาล ซึ่งภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตระกูลยมจินดาข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาหลายยุคสมัย

ตัวอาคารของลานจอดรถขนาดแปดคันจอด หลังคาสูงโปร่ง ครึ่งล่างก่อด้วยปูน ครึ่งบนเป็นตาข่ายปิดล้อมสามด้าน เปิดเข้าสู่ด้านในของบริเวณบ้าน มีประตูตาข่ายให้รถเข้าออกได้ ภายในหนาแน่นด้วยหมู่สมาชิกสูงอายุ เราเรียกว่า สว. เก๊าะ สูงวัยไงละ นั่งกันอยู่รอบๆบริเวณ หรือบางคนก็ยืนเรียงราย เว้นช่องว่างไว้พอออกกำลังกายกางแขนกางขาได้ เสียงเพลงบรรเลงของชุดรำชี่กง ฝึกการหายใจเข้า-ออกช้าๆ อย่างเป็นจังหวะกับการร่ายรำ ให้ได้เหงื่อซึมๆออกมาบ้าง เพลงก็ปรับเป็นเร็วขึ้น เป็นการก้าวย่างแบบดิสโก้สามคูณหนึ่ง เหงื่อชุ่มใบหน้า และแผ่นหลัง เป็นดวงใหญ่ แววตาแต่ละคู่สดใสเหมือนเด็กได้ของเล่น ยังมีแรงอยู่ขอเติมเต็มด้วยรำวง อีกซัก 3-4 รอบเถอะ งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้ามาสู่วงรำ

ชาววัย 90 ปี รูปร่างสูงโปร่ง ผมสีขาวแซมสีเทา หลังโค้งน้อยๆ สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวยืดสีดำ สวมถุงเท้า รองเท้าผ้าใบ พร้อมในการทำกิจกรรม นั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กหน้าบ้าน ตรงข้ามกับลานจอดรถ มือก็ร่ายรำตามจังหวะของเพลงที่ใช้ในการออกกำลัง บางครั้งก็ลุกยืนสลับแข้งขา เป็นทีๆ แล้วนั่งลง มองไปยังมวลสมาชิก สว. ทั้งหลาย ความสุขชั่ววัน ที่ได้ออกกำลังกาย ได้พูดคุย ได้หยอกล้อ ได้ฟังคำแผลงๆ ทะลึ่ง คำผวนต่างๆ ได้ลับสมองให้ต้องคิดก่อนตอบเสมอ มีนิทานมาเล่าสู่กันฟังทุกวัน อยากให้มีวันเช่นนี้ สัปดาห์ละเจ็ดวันเลย

สายตาที่เริ่มขุ่นมัวน้อยๆ แต่เติมเต็มด้วยแววสดชื่น มองไปรอบๆ ไปหยุดที่บ้านชั้นเดียวติดพื้นอยู่ด้านเหนือของโรงรถ ภายในโปร่ง ลมพัดตลอด สะอาด สบายตา มีหญิงชราวัย 88 ผอมยาว ผมตัดสั้นขาว ยายหนานนอนอยู่บนเตียง นอนยิ้มละไม ฮึมฮัมตามจังหวะของเพลง มือที่อ่อนแรงก็พยายามยกขึ้น-ลงช้าๆ แล้วก็หยุด สักครู่ก็ยกขึ้นใหม่ สลับกันไปมา

ฮึม นี่ก็สิบปีแล้วนะ ที่ฉันกับยายเฒ่ามาออกกำลังชี่กงที่บ้านของเรา นี่เราต้องแยกกันออกกำลังแล้ว ยายไม่ได้ออกมานอกบ้าน 3-4 ปีแล้ว แต่ก็มีความสุขดี แม้นจะไม่ค่อยมีแรง ปีนี้กำลังอ่อนลงไปมากเหลือเกิน ยืนนานๆก็เมื่อย หมอมาตรวจวัดไขมันใต้ผิวหนังให้ก็ยังชมว่าหนุ่มกว่าอายุจริง ตั้ง 20 ปี โรคที่มากับอายุที่เพิ่มขึ้น ทั้งเบาหวาน ความดันสูง ต่อมลูกหมากโต เห็นหมอว่าเริ่มมีภาวะไตน้อยๆแล้ว ต้องคุมอาหารน้ำตาลจะได้ไม่สูงเกิน ความดันเลือดกว่าจะคงที่ การทำจิตใจให้สงบ ฝึกสมาธิ แผ่เมตตา กว่าจะได้มาไม่ใช่ของง่ายๆเลย นึกถึงวันเวลาที่ผ่านมาแล้ว มันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน…..

เช้าวันนี้ฉันต้องไปโรงพยาบาลอีกแล้ว ครบกำหนดคุณหมอนัดไปเจาะเลือด ดูค่าน้ำตาล ดูไขมันในเลือด ดูยาที่กิน โรงพยาบาลเป็นที่ที่น่าเบื่อมากๆ ต้องแก่งแย่งกัน แม้นฉันจะอยู่ในเขตเทศบาล แต่ต้องดิ้นรนไปแต่เช้ามืด ไปเอาบัตรคิว ไปเจาะเลือดเช้าๆ เสร็จแล้วจะได้กินข้าว แม้นทางหน่วยงานเค้าจะมีข้าวเลี้ยงหลังเจาะเลือด ฉันก็ถนัดที่จะกลับไปกินข้าวบ้านมากกว่า แล้วกลับมารอคิวตรวจรักษาจากหมอใหญ่อีกที

“คุณลุง คุณลุง ลุกขึ้นซิจ๊ะ แล้วมาออกกำลังกัน เค้าเรียกรำชี่กงจ้ะเป็นการออกกำลังที่เหมาะกับผู้สูงอายุนะคะ” คุณหมอพยาบาลร่างท้วม ซึ่งพยายาม เรียกกระตุ้นคนไข้ร้อยกว่าคนที่ออกันแน่นอยู่หน้าคลินิกเบาหวาน ให้ลุกมาออกกำลังกาย ในใจฉันกลับคิดต่างจากพวกหมอทั้งหลาย ที่รับบทบาทมาให้สอนการออกกำลัง เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติที่บ้านได้ โถ จิตใจฉันจดจ่อกับการรอตรวจมากว่า 4-5 ปีมาแล้ว ที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ แล้วมากี่ทีๆฉันก็จำท่าการรำชี่กงไม่ได้สักที เดี๋ยวก็กลับบ้านแล้ว ฉันก็ไปเดินรอบๆบ้าน ปลูกต้นไม้ เลี้ยงไก่ ก็ออกกำลังกายเหมือนกันละนะ แค่นี้ก็อึดอัด หายใจรดกันอยู่แล้ว ยังจะให้กางแขนกางขาชนกันอีกหรือ แต่ให้ฉันยืน ฉันก็จะยืน น่าเบื่อจริงๆ แต่คงจะนานละกว่าจะได้กลับบ้าน

สายๆวันหนึ่งขณะที่ฉันดูต้นไม้ อยู่ที่ลานข้างบ้าน หมอจิตราคนสวยก็มาเยี่ยมคุยเล่าให้ฟังว่า จากการมาคัดกรองเบาหวานความดันโลหิตให้กับประชาชนในเขตที่โรงเรียนเทศบาลพบว่าคนในเขตชุมชนนี้ มีภาวะโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีร่างกายท้วมและอ้วน ได้นัดชาวบ้านในละแวกเดียวกันมาระดมความคิดเห็นว่าจะทำอย่างไร จึงจะไม่เกิดโรค หรือทุเลาจากโรคที่เป็นอยู่

กลุ่มสรุปว่าต้องออกกำลัง ต้องจัดหาแกนนำการออกกำลังให้ได้ก่อน เค้าจึงอยากให้ฉันเข้าร่วมกิจกรรมด้วย ฉันคิดว่าเออก็ดีเหมือนกันมีเจ้าหน้าที่มาสอนถึงที่ เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลมาหาเยี่ยมเยียนฉันอยู่บ่อยๆ ซักถามทุกข์สุข วัดความดันเลือด มาเขียนประวัติคนในบ้านที่อยู่กัน3 คน มันก็ไม่เลวร้ายอะไรนัก ฉันจึงได้นัดแนะคนได้ 4 คน มาร่วมออกกำลังกัน ฝึกกันในบ้านยายวิมล เป็นห้องแถวที่ปิดหมดสามด้าน ลมไม่ถ่ายเทไปมา ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการออกกำลังกาย

ฉันคิดว่าถ้าย้ายมาบ้านฉันซึ่งอยู่ติดกับบ้านยายวิมล ที่มีความโปร่ง มีลมพัดผ่าน ตรงบริเวณทางเดินข้างสวนน่าจะดีกว่า ได้วิทยากรหมอบุญยืนเป็นหมอกายภาพมาสอนทุกวัน จันทร์ถึงศุกร์ ตอนเก้าโมงถึงสิบโมง ฝึกกันอยู่หนึ่งเดือนจึงพอจำท่าการรำได้ สมาชิกเพิ่มเป็น 10 คน จึงก่อตั้งเป็นชมรมชื่อชมรมอภิบาลสุขภาพ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2545 โดยฉันเป็นประธานของชมรม

ฉันชักติดใจกับการออกกำลังชี่กง การสังสรรค์กับสมาชิก ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้น สมาชิกได้เพิ่มมากขึ้น จึงไปขอใช้สถานที่ลานจอดรถของคุณสมโภชน์ สงวนหงส์ ซึ่งไกลจากบ้านฉันไปประมาณ 100 เมตร สมาชิกเริ่มชินกับการออกกำลังกัน และปัญหาก็ตามมาอีกคือไม่มีห้องน้ำให้เข้า ฉันคิดว่าฉันก็มีที่สวนต้นไม้อยู่ด้านหลัง มีบ้านให้คนเช่าอยู่สองหลัง ถ้าทำลานกว้างจะทำให้ออกกำลังได้มากกว่าที่ออกอยู่ขณะนี้ ประกอบกับเวลาลูกสาวลูกชายมาเยี่ยมก็ไม่มีที่จอดรถ ฉันจึงได้สร้างโรงจอดรถด้านหลัง ติดกับถนนซอยขึ้น ปรับปรุงห้องน้ำ ซื้อเก้าอี้มาเพื่อผู้สูงอายุจะใช้นั่งได้

ถึงตอนนั้นชมรมของเราก็มีแกนนำการออกกำลังกายแบบชี่กงได้แล้ว ไม่มีการเก็บเงิน แต่ใครจะบริจาคอะไรก็ได้ นายกเทศมนตรี นายชนินทร์ สุทธิวารี ได้สนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงสถานที่ข้างโรงรถเป็นลานคอนกรีต สามารถขยายการรองรับสมาชิกได้อีก จัดซื้อโทรทัศน์และเครื่องฉายวิดิโอ เครื่องขยายเสียง ทุกคนต่างก็จดจำท่าการร่ายรำชี่กงได้เป็นอย่างดีและทีมของหมอเอง ชอบจัดการประกวดทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อเอาชนะการร่ายรำชี่กงที่ยอดเยี่ยมของเขตเทศบาล ของอำเภอเมืองตราด

เราได้จัดโชว์ไปในหลายอำเภอ หมอได้ขอให้เราไปเป็นแกนนำขยายการออกกำลังบริหารลมปราณแบบชี่กงออกไปสู่ชมรมอื่นๆ เป็นแกนนำให้กับผู้สูงอายุของอำเภอต่างๆในจังหวัดตราด ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในการจัดแข่งกีฬาผู้สูงอายุทุกปี สมาชิกของชมรมมาจากนอกเขตเทศบาล จากในตลาด จากที่อื่นๆเพิ่มมากขึ้นถึง 117 คน พวกเราออกกำลังสัปดาห์ละ 5 วัน นอกจากบริหารลมปราณชี่กงแล้วพวกเรายังขวนขวายหาการออกกำลังในแบบต่างๆ ไทเก็ง ดิสโก้สามคูณหนึ่ง การนำห่วงหวายมาเต้นฮูลาฮูบในการลดเอวลดพุง รำวงมาตรฐานทุกอย่างนำมาเป็นกิจกรรมออกกำลังกายสลับกับชี่กง ไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อการออกกำลังกาย

แรกๆทีมหมอมาฟื้นฟูการออกกำลัง พร้อมให้ความรู้เรื่องโรค เรื่องอาหาร เรื่องการทำสมาธิต่างๆ สลับกันไปมา และหมอก็ได้ย้ายไปทำกิจกรรมต่างๆให้กับชุมชนอื่นต่อไป แต่สมาชิกของเรายังได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น มีการตรวจความดันโลหิต ตรวจเลือดหาไขมัน และน้ำตาล ตรวจสมรรถภาพทางกายให้เป็นประจำทุกปี จัดกิจกรรมสันทนาการ วันปีใหม่ วันสงกรานต์ และมีการทำบุญในวันครบรอบการก่อตั้งชมรมทุกปี

มาปีนี้หมอเอาเครื่องมืออันใหม่มาใช้กับพวกเรา เป็นเครื่องวัดไขมันใต้ผิว(หนัง)มาวัดกับสมาชิก บอกว่าจะดูไขมันและกล้ามเนื้อแข็งแรงหรือไม่ พบว่าสมาชิกออกกำลังแล้วมีอายุลดลงอ่อนกว่าวัยกันทั่วหน้า สมกับการได้ออกกำลังกันจริงๆ ฉันมีความสุขมาก ทุกสิ่งที่ฉันได้ลงทุนทั้งกาย ใจ และทรัพย์สิน ฉันได้กลับคืนมามากกว่าที่ฉันจ่ายไปมากมายไม่สามารถคำนวณเป็นเงินตราได้ ฉันได้เพื่อนทั้งวัยเดียวกัน ทั้งต่างวัย ทั้งคุณหมอใหญ่ที่เกษียณมานานแล้ว ครูอาจารย์ แม่ค้า พ่อค้าในตลาด คนไทย คนจีน คนมอญ ที่พูดคุยกันรู้เรื่องไม่มีโมหะ ไม่มีโทสะ ทุกๆคนมีคุณค่ามีคุณภาพในตัวเอง ทุกๆคนคือเพื่อนของฉัน ความแข็งแรงของร่างกาย ความสุขทางจิตใจ ทำให้ฉันเหมือนกับคนอายุ 68 ปีเชียวนะ

“หนู หนู ดูซิคุณตานั่งหลับแล้ว คนอะไรหลับก็ยังยิ้มอยู่ได้ สงสัยจะแอบฟังเรานินทา เนอะ”

(ได้ทราบว่าคุณสุมาลี โคว้สถิตย์ เป็นผู้เขียนเรียงความนี้
ขอขอบคุณอย่างยิ่งที่ทำให้ผมได้ทราบความเป็นมาของชมรมฯ
และชีวิตในช่วงสุดท้ายของพ่อภิบาลครับ
-ภรต ยมจินดา 8 ธันวาคม 2556)

อาลัยพ่อ ภิบาล ยมจินดา


พ่อเป็นลูกชายคนสุดท้องของขุนพิสิษฐสุนทรการ(พุ่ม ยมจินดา) อดีตนายกเทศมนตรี คนแรกของเทศบาลเมืองตราด กับ นางพิสิษฐสุนทรการ (ฮับ ยมจินดา) เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๖๒ ที่บ้านย่านตลาดขวาง ตำบลบางพระ อำเภอเมือง ซึ่งในขณะนั้น ดูเหมือนจะเรียกว่าอำเภอบางพระ จังหวัดตราด

มีพี่น้องร่วมบิดามารดาอีก ๓ คน ซึ่งได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ทั้งหมดแล้วได้แก่ ฉลวย สมารักษ์ ภรรยา ร้อยตำรวจโท ประจักษ์ สมารักษ์ อดีตนายอำเภอท่าใหม่ จันทบุรี แฉล้ม รีละชาติ ภรรยานายหล่อ รีละชาติ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา พิบูล ยมจินดา อดีตเจ้าหน้าที่วิทยาลัยดุสิตพาณิชยการ

พ่อแต่งงานกับแม่ สุจิต นามสกุลเดิม บินลอย เมื่อ ๒๕ ตุลาคม ๒๔๘๖

พ่อมีลูกชายลูกสาว ๖ คน คือ นิภา สมรสกับ ไพบูลย์ คงในสัตย์, ศานิต สมรสกับ สุธานี จันทฑีโร, สุนิสา (ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วในวัยเด็ก), ภรต สมรสกับ ปราณีต กุลทัพ, กฤษณ สมรสกับ พิสมัย ประจันตะเสน และ ภูษิตา สมรสกับ ชยพล คุปติชญานนท์

พ่อจบการศึกษาจากโรงเรียนฝึกหัดครูมูล อำเภอท่าใหม่ จันทบุรี พ่อไม่มีโอกาสศึกษามากไปกว่านั้น เนื่องจากปู่ได้เสียชีวิตไปก่อน และเริ่มรับราชการด้วยการเป็นครูเมื่อ ๔ กรกฎาคม ๒๔๘๔ สอดคล้องกับข้อมูลที่พระเดชพระคุณพระเทพเมธาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดตราด บอกให้ทราบว่า ท่านเป็นนักเรียนคนหนึ่งในชั้นเรียนของคุณครูภิบาล ยมจินดาที่โรงเรียนวัดบางปรือ ต.ห้วยแร้ง เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้น

ต่อมาย้ายมาทำงานในแผนกสรรพากร เคยเป็นผู้ช่วยสรรพากรจังหวัดตราด, สมุห์บัญชีอำเภอแหลมงอบ,สมุห์บัญชีอำเภอเขาสมิง, เป็นผู้ช่วยสรรพากรจังหวัดตราดอีกครั้ง แล้วเป็นสมุห์บัญชีอำเภอเมืองตราด ผู้ช่วยสรรพากรจังหวัดระยอง สมุห์บัญชีหรือสรรพากรอำเภอแกลง อำเภอเมืองชุมพร และอำเภอศรีราชา ชลบุรีเป็นแห่งสุดท้ายก่อนขอลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุหลายปี

เมื่อรับราชการพ่อไม่รับเงินใดๆที่ไม่สุจริต ดังนั้นเพียงด้วยเงินเดือนข้าราชการ เมื่อลูกๆต้องไปเรียนต่อในกรุงเทพฯพ่อจึงฝากลูกๆไปไว้กับญาติพี่น้องรวมทั้งเพื่อนของพ่อ

พ่อทำงานดูแลโรงมันสำปะหลังในเครือตระกูลคำให้กับญาติอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะกลับไปอยู่กับลูกๆที่กรุงเทพฯ ทั้งช่วยลูกซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ พร้อมๆกันไปกับการเลี้ยงหลานตาหลานปู่หลายคน

พ่อตัดสินใจย้ายกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด เมื่อปี ๒๕๔๐ และได้ร่วมก่อตั้งชมรมอภิบาลสุขภาพขึ้นในราวปี ๒๕๔๒ ซึ่งใช้สถานที่ทั้งที่บ้านของพ่อ และย้ายไปอาศัยบ้านฝั่งตรงกันข้ามอยู่ราวปีเศษจึงได้ก่อสร้างโรงออกกำลังกายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันขึ้นมา

ลูกๆสังเกตเห็นว่า ในห้วงเวลากว่าสิบปีสุดท้ายนี้ พ่อมีความสุข ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ แม้อายุจะล่วงพ้นมากว่า ๘๐-๙๐ ปีแล้วก็ตาม เพราะได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ท่ามกลางญาติมิตร สมาชิกของชมรมซึ่งรักใคร่คุ้นเคยกัน

พ่อมักเกรงใจ และไม่ต้องการละเมิดกฎระเบียบใดๆ แม้กระทั่งการเข้ารักษาตัวเป็นเวลานาน ๘๑ วัน ที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรง เมื่อลูกหลาน ญาติและมิตรสหาย เข้าเยี่ยมในไอซียู ไม่อยากให้เยี่ยมเกินจำนวนคนเยี่ยมและเกินเวลาที่ถูกกำหนดไว้ พ่อขอบคุณและชื่นชมแพทย์, พยาบาลและพนักงานผู้ช่วยที่ช่วยดูแล พ่อคงอยากจะตอบแทนพวกเขา พ่อแสดงความพึงพอใจทุกครั้งที่ทราบว่าลูกๆซื้อของมาฝากผู้ที่ดูแลท่าน

พ่อปลื้มใจมากที่สุดเมื่อมีพระเถระที่นับถือ คุ้นเคย มาเยี่ยมไข้ พ่อยกมือไหว้แล้วเอามือพระเถระมาวางที่ศรีษะ ซึ่งมีทั้ง พระครูพรหมจริยวัฒน์(วัดท่าประดู่) พระครูกิตติสารโกศล(วัดทุ่งไก่ดัก) และพระอาจารย์สุบิน ปณีโต ส่วนท่านพระครูสังฆรักษ์ฯ ได้เข้าเยี่ยมที่ ร.พ.ตราด แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยมที่จันทบุรี เพราะตัวท่านเองอาพาธ

พ่อพักรักษาตัวครั้งสุดท้ายในหอผู้ป่วยวิกฤต ทั้งไอซียูและซีซียูนับตั้งแต่วันที่ ๓ มิถุนายน กระทั่งเสียชีวิตโดยสงบ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๓

ลูกๆได้บริจาคเงินให้แก่กองทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลพระปกเกล้าจำนวนเงิน ๕๐๐, ๐๐๐ บาท เพื่อประโยชน์สาธารณะ ก่อนที่พ่อจะจากไปไม่กี่วัน เราเชื่อว่าพ่อได้ทราบและอนุโมทนาด้วย

พ่อได้รับเกียรติบัตร จากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมว่าเป็นผู้ดำรงตนอยู่ในคุณธรรมจริยธรรมและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นตัวอย่างที่ดี ภายใต้โครงการเมืองไทยคนดี ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๙

พ่อได้รับการประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดให้เป็นผู้เสียสละ บำเพ็ญตนในการสร้างเสริมสุขภาพตนเองและชุมชนเป็นอย่างดี

พ่อสอนพวกเราว่า “อย่าเลี้ยงลูกเอาไว้รักคนเดียว ให้คนอื่นเขาได้รักลูกเราด้วย” อาจเป็นเพราะพ่อเชื่ออย่างนั้น พ่อจึงไม่ลังเลใจเมื่อต้องฝากลูกๆให้อาศัยอยู่กับพี่ๆหรือเพื่อนของท่าน พ่อเกรงว่าลูกหลานของพ่อจะไม่รู้จักปฏิบัติตนให้เป็นที่รักของผู้อื่น

พ่อเป็น “ดาวฤกษ์” แม้จะเป็นดาวดวงเล็กๆ แต่ก็มีแสงในตัวเอง พ่อมีคนรัก คนนับถือ ไม่ใช่เพราะพ่อเป็นลูกของใคร ไม่ใช่เพราะเป็นพ่อของใคร แต่เป็นเพราะพ่อเอง-ก็ใส่ใจและนับถือผู้อื่น

แม้อายุล่วงมาถึง กว่า ๙๐ ปีแล้วก็ยัง (เป็นดาวดวงเล็กๆที่) เปล่งแสงด้วยตนเองในเมืองเล็กๆของพ่อ

เนื่องจากการพักรักษาตัวในไอซียูที่ยาวนานเกือบสามเดือนในโรงพยาบาลที่มิใช่บ้านเกิดและห่างไกลจากกรุงเทพฯ ทำให้เราต้องอาศัยความเมตตา ความช่วยเหลือจากบุคคลจำนวนมากมาย ตั้งแต่ลูกๆและหลานๆของพ่อทั้งที่ตราด จันทบุรี กรุงเทพฯ คณะแพทย์ พยาบาล พนักงานผู้ช่วย ของทั้งโรงพยาบาลตราดและโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลพระปกเกล้า ญาติมิตรในชมรมอภิบาลสุขภาพ พระเถระหลายรูป รวมถึงมิตรสหายมากมายยากที่จะระบุได้ครบถ้วน

ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านและกราบขออภัยหากมีความผิดพลาดบกพร่องทั้งในงานการบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจศพในครั้งนี้

เมื่อวันเกิดปีที่ผ่านมาลูกๆได้แต่งบทกลอนให้พ่อ ผมขออนุญาตนำมาอ่านอีกครั้ง

“๙๐ ปี พ่อภิบาล ยมจินดา”

พ่ออวยให้ ได้เกิด เป็นมนุษย์               ส่งเสริมบุตร ธิดาให้ ได้ศึกษา

โอกาสดี ได้ร่ำเรียน ศิลป์วิทยา                 ทั้งเมตตา เตือนจิตให้ ใฝ่ความดี

เป็นข้าราช การตัวอย่าง ห่างความชั่ว    ไม่เกลือกกลั้ว หนทาง คนฉ้อฉล

ทั้งสินทรัพย์ สร้างไว้ให้ เพียงพอดล        ให้ลูกร่น หนทาง การสร้างตัว

พอศอสอง พันห้าร้อย ห้าสิบสอง        พ่อยังครอง กายแกร่ง กว่าวัยไหว

สุขภาพ แม้อายุ จะล่วงไป                           เก้าสิบปี  เป็นร่มไทร ใหญ่กว่าเดิม

ลูกรวมจิต ขอพระ อวยพรให้                     พ่อจงเป็น ร่มไทร ให้ลูกหลาน

สุขภาพดี นิรทุกข์ อยู่แสนนาน                  ตราบนิพพาน แดนสุดท้าย ได้พบเอย

และบทกลอนก่อนวันคล้ายวันเกิดปีนี้ ชื่อ

“อาลัยพ่อ” พ่อ…..

เกิดหน้าฝน แล้วลาไป เมื่อกลางฝน      ไปไม่พ้น ถึงต้นหนาว อย่างลูกหวัง

อยากฉลอง วันเกิดให้ อย่างเคยจัง            มิอาจรั้ง พ่อไว้ได้ มาวายวาง

ยี่สิบสาม สิงหา ปีห้าสาม                              สงบงาม พ่อล่วงไป ลูกใจหาย

การจากลา ครั้งนี้ แต่เพียงกาย                  สัมพันธ์สาย พ่อ-ลูก นั้น นิรันดรฯ

วันอาทิตย์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓