อวสานของเซลส์แมน(เรื่องย่อ)


เพื่อให้ผู้อ่านได้อรรถรสมากขึ้นในการอ่านบทความก่อนหน้านี้ ผมจึงได้แปลเรื่องย่อของ Death of a Salesman จากวิกิพีเดีย มาให้ได้อ่านกัน

วิลลี่ โลแมน กลับมาถึงบ้านอย่างสิ้นเรี่ยวแรง หลังจากที่ยกเลิกการเดินทางไปทำงาน ลินดา,ภรรยาของเขากังวลเรื่องสภาพจิตใจและการที่วิลลี่มีอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเร็วๆนี้

เธอแนะนำให้เขาขอร้องฮาวเวิร์ด วากเนอร์, เจ้านายของเขาว่า ขอให้ได้ทำงานอยู่เฉพาะภายในเมืองนี้ เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องขับรถทางไกลอีก

วิลลี่บ่นกับลินดาเรื่อง บิฟฟ์,ลูกชาย ที่ชีวิตการงานยังไปไม่ถึงไหนเลย

บิฟฟ์ไม่เคยได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เพราะสอบตกคณิตศาสตร์ ทั้งๆที่เขาเป็นดาวกีฬาในระดับมัธยมปลายที่่มีอนาคตสดใส

บิฟฟ์และน้องชาย, แฮปปี้ ซึ่งอยู่ระหว่างกลับมาเยี่ยมบ้านเหมือนกัน กำลังคุยเรื่องความหลังวัยเด็กกันอยู่ เขาคุยกันเรื่องอาการทางจิตที่ย่ำแย่ของพ่อ ซึ่งทั้งสองคนเจออารมณ์ที่แปรปรวนและการที่พูดคนเดียวเป็นประจำ

เมื่อวิลลี่เดินเข้ามา รู้สึกโมโหที่ลูกทั้งสองคนยังไม่ประสพความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อที่จะตามใจพ่อ บิฟฟ์กับแฮปปี้บอกกับวิลลี่ว่า บิฟฟ์กำลังจะไปหางานทางธุรกิจทำในวันรุ่งขึ้น

วันต่อมา วิลลี่โมโหและเกรี้ยวกราดลำเลิกบุญคุณเอากับฮาวเวิร์ด,เจ้านาย ที่ไม่ยอมตกลงให้ได้ทำงานในเมืองตามที่ขอ และไล่วิลลี่ออก โดยบอกว่าเขาไม่สามารถเป็นตัวแทนของบริษัทได้ และควรเกษียณไปพักผ่อนได้แล้ว

ขณะเดียวกันกับที่ บิฟฟ์ก็ไม่ได้งานธุรกิจ หลังจากที่ได้พบกับเจ้านายเก่าของเขา หลังจากรออยู่เป็นชั่วโมงๆ อดีตนายจ้างจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำไป และอย่างไม่รู้ตัว บิฟฟ์คว้าปากกาหมึกซึมขโมยมา

หลังจากนั้นวิลลี่ไปที่ที่ทำงานของชาร์ลีเพื่อนบ้าน บังเอิญเขาเจอกับเบอร์นาร์ดลูกชายชาร์ลี(ซึ่งตอนนี้เป็นนักกฏหมายที่ประสพความสำเร็จ) เบอร์นาร์ดบอกเขาว่า ตอนแรก บิฟฟ์ต้องการไปเรียนซ่อมที่โรงเรียนกวดวิชา แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นที่่บอสตัน ตอนที่บิฟฟ์แวะไปหาวิลลี่ ทำให้บิฟฟ์เปลี่ยนใจ

แฮปปี้,บิฟฟ์และวิลลี่นัดทานอาหารมื้อค่ำกันที่ภัตตาคาร

วิลลี่ไม่อยากที่จะฟังข่าวร้ายจากบิฟฟ์ แฮปปี้พยายามให้บิฟฟ์โกหกพ่อ แต่บิฟฟ์พยายามจะบอกพ่อว่าจริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้น

ในขณะที่วิลลี่กำลังโกรธและตกอยู่ในภวังค์ของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่บอสตันในวันที่บิฟฟ์ไปหาเขา บิฟฟ์เห็นพ่ออยู่ในห้องที่โรงแรมกับผู้หญิงคนหนึ่ง บิฟฟ์เสียความรู้สึกและมองพ่อเปลี่ยนไป

บิฟฟ์ออกจากภัตตาคารไปอย่างกลัดกลุ้มใจ แฮปปี้ตามไปพร้อมกับผู้หญิงสองคนที่แฮปปี้หนีบไปด้วย พวกเขาทิ้งวิลลี่ซึ่งทั้งสับสนและหัวเสียไว้ที่ภัตตาคาร

เมื่อทั้งสองคนกลับไปบ้าน แม่โมโหมากที่ทั้งสองคนทิ้งพ่อไว้ที่ร้านอาหาร

ในขณะนั้น วิลลี่กำลังพูดคนเดียวอยู่นอกบ้าน บิฟฟ์ตามออกไปข้างนอกเพื่อที่จะทำความเข้าใจกับพ่อ แค่แป๊บเดียวก็ลามไปทะเลาะกันเรื่องอื่นๆ จนถึงจุดหนึ่งที่บิฟฟ์พยายามที่จะบอกกับพ่อว่า เขาไม่อยากประสพความสำเร็จยิ่งใหญ่อะไร เขาทั้งสองคนเป็นเพียงคนธรรมดาๆ

บิฟฟ์กอดวิลลี่และร้องไห้ขณะที่เขาพยายามบอกให้พ่อเลิกยึดติดกับความฝันที่ไม่สอดคล้องความเป็นจริงเกี่ยวกับลูกชาย และอยากให้พ่อยอมรับตัวลูกตามที่เขาเป็นอยู่จริงๆ บิฟฟ์บอกพ่อว่าเขารักพ่อ

แทนที่จะฟังความจริงที่บิฟฟ์พูดออกมา วิลลี่กลับเข้าใจไปว่าลูกชายให้อภัยเขาแล้ว และคิดว่าบิฟฟ์จะสานฝันการเป็นนักธุรกิจให้เป็นจริง

วิลลี่ตั้งใจฆ่าตัวตายให้คล้ายเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ เพื่อที่บิฟฟ์จะได้ใช้เงินจากประกันชีวิตไปเริ่มธุรกิจของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ในงานศพบิฟฟ์ยืนยันความตั้งใจที่จะไม่เป็นนักธุรกิจ ตรงกันข้ามกับแฮปปี้ ที่เลือกที่จะเดินตามรอยพ่อ

ใจจะทน เพลงประกอบละครอวสานเซลส์แมน

Death of a Salesman: อวสานของเซลส์แมน


โลกรู้จักอวสานของเซลส์แมน ของอาร์เธอร์ มิลเลอร์ ในฐานะบทละคร เป็นละครเวทีและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่ได้รับรางวัลสำคัญมากมายมาตั้งแต่ปี 1949

Death of a Salesman(1985) เป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ ที่ดัสติน ฮอฟแมน ได้รับทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและเอ็มมี่อะวอร์ดในปี 1986 ในฐานะนักแสดงนำยอดเยี่ยม ในบทของนักขาย-วิลลี่ โลแมน

ส่วนจอห์น มัลโควิช ซึ่งรับบทเป็น บิฟฟ์(Biff) ลูกชายคนโตของวิลลี่ โลแมน ได้รับรางวัลเอ็มมี่ในฐานะนักแสดงประกอบยอดเยี่ยม

ภาพยนตร์ที่เป็นซีรี่ส์ทางทีวีชุดนี้สร้างขึ้นจากบทที่ใกล้เคียงกับบทละครเวทีดั้งเดิมมาก ฉากและสีสรรบรรยากาศทำให้รู้สึกคล้ายๆกับกำลังดูละครเวทีอยู่บ้าง

ผมเคยทำหน้าที่มองหาและเลือกคนเข้ามาทำงาน และต้องช่วยทำให้เขาเป็นนักขาย ที่ประสพความสำเร็จและเป็นคนดีให้ได้ ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องราวของนักขายที่ล้มเหลวคนหนึ่ง ก็อยากจะเรียนรู้และหาหนทางป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนของเรา

วิลลี่ โลแมนล้มเหลวทั้งในชีวิตครอบครัวและการงาน รวมทั้งล้มเหลวในความพยายามครั้งสุดท้าย ที่จะให้บิฟฟ์ได้เงินเอาประกันจากการฆ่าตัวตายของพ่อไปเริ่มต้นการเป็นนักธุรกิจ อย่างที่พ่อฝันไว้ ซึ่งก็ไม่สำเร็จอีก

ในเรื่องไม่ได้บอกว่าวิลลี่ขายสินค้าอะไร แต่คงไม่ใช่สินค้าบริการ เพราะหิ้วกระเป๋าขนาดใหญ่ตั้งสองใบ ดูเหมือนกับว่านอกจากบรรจุชุดเดินทางแล้ว น่าจะมีตัวอย่างสินค้าที่เป็น tangible product อยู่ด้วย

เพราะเพิ่งอ่านประวัติของสตีฟ จ็อบส์จบไปไม่นาน ก่อนมาดูหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า สองคนนี้ใช้สนามความจริงที่ถูกบิดเบือน เหมือนกัน  

แต่ต่างกันตรงที่ว่า ในขณะที่ สตีฟ จ็อบส์ ได้ประโยชน์จากการใช้ สนามความจริงที่ถูกบิดเบือน สร้างความสำเร็จให้ตัวเขาเองได้มากแค่ไหน การพยายามบิดเบือนความจริงของวิลลี่ โลแมนกลับสร้างโศกนาฏกรรมให้กับครอบครัวตัวเองได้มากแค่นั้น

ผมรู้สึกว่าสตีฟ จ็อบส์ รู้ดีว่า สิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้นั้น ในทางภาวะวิสัย(objectivity)แล้วเป็นไปได้ หากคนเหล่านั้นทุ่มเทความพยายามลงไปอีก และเมื่ออยู่ภายใต้การอำนวยการของหัวหน้าที่ใส่ใจอย่างที่สุด สิ่งที่เดิมเป็นเพียงความเป็นไปได้ก็กลายเป็นความจริงขึ้นมา

ส่วนวิลลี่นั้นเริ่มต้นด้วยการเชื่อเอาเองว่า ตัวเองนั้นเหนือกว่าชาร์ลี ผู้เป็นเพื่อนบ้าน ลูกชายของตัวเองก็เหนือกว่าเบอร์นาร์ดลูกชายของชาร์ลี ซึ่งไม่เป็นความจริง

วิลลี่เพ้อว่าตัวเองเป็นนักขายผู้เป็นที่รักและประสพความสำเร็จ แต่ความล้มเหลวในชีวิตจริงๆทำให้ในบางตอนก็เผลอยอมรับออกมาว่า ผู้คนไม่ค่อยต้อนรับเพราะเขาพูดมากเกินไป ในขณะที่นักขายคนอื่นพูดน้อย และขายได้มากกว่า

แทนที่จะเริ่มต้นจากความเป็นจริง วิลลี่ไม่ฟังใคร ได้แต่คิดเองเออเอง แล้วบอกคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในครอบครัวให้เชื่อตาม โดยไม่ให้โอกาสใครได้ออกความเห็น

คนอย่างวิลลี่ ชอบที่จะบอก แต่ไม่ชอบถามใคร เพราะกลัวที่จะได้ยินความเห็นที่แตกต่าง ได้แต่คิดและทึกทักเอาเอง

ยากมากที่คนอย่างวิลลี่จะเป็นนักขายที่ดีได้ เพราะนักขายที่ดีต้องช่างสังเกต มีจินตนาการและรู้จักคิดอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งเขาไม่มีคุณสมบัติอย่างนั้นเลย

จริงๆแล้วคนที่มีคุณโทษสมบัติอย่างวิลลี่ไม่ว่าจะทำงานอาชีพอะไรก็อวสาน ทั้งนั้น ไม่ใช่เฉพาะเมื่อเป็นนักขาย

โชคร้ายที่อาร์เธอร์ มิลเลอร์เขียนบทให้วิลลี่เป็นนักขาย ชีวิตของนักขายที่โลกได้รู้จักก็เลยกลายเป็นโศกนาฏกรรมไป

พับผ่าสิ! ไม่ชอบเลยจริงๆ

นักขาย-ในบทละคร


(1)

ละครเวทีดีๆมักกลายเป็นหนัง

Glengarry Glenn Ross (1992) หรือในพากย์ไทย เกมชีวิต เกมส์ธุรกิจ

เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ประสพความสำเร็จในเรื่องรายได้

แต่ได้รับความชื่นชมอย่างกว้างขวางในหมู่นักวิจารณ์ภาพยนตร์

เมื่อเป็นบทละครเวที (1984) เดวิด เมเมท (David Mamet)

ผู้เขียนบทละครเรื่องนี้ ได้รับทั้งรางวัลพูลิตเซอร์และรางวัลโทนี่

เมื่อเป็นภาพยนตร์ Jack Lemmon ในบท Shelly Levene

ได้รับรางวัล Volpi Cup และ NBR ในฐานะผู้แสดงนำยอดเยี่ยม

Al Pacino ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำ

ในฐานะนักแสดงประกอบยอดเยี่ยม ในบทของนักปิดการขาย Ricky Roma

(2)

เรื่องของการค้าขายที่ดิน

ภาพยนตร์ดึงเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาสองวัน นำเสนอชีวิตของ

นักขาย 4 คน ของบริษัทนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในชิคาโก

ซึ่งประกอบด้วย Shelley Levene แสดงโดย Jack Lemmon,

Ricky Roma(Al Pacino), Dave Moss (Ed Harris),

และ George Aaronow (Alan Akrin)

พวกเขามีประสบการณ์และคร่ำหวอดอยู่กับการขาย

ที่อาศัยแทคติกการทำงานแบบ “เทาๆ” คาบลูกคาบดอก มายาวนาน

Mr. Williamson ซึ่งสวมบทโดย Kevin Spacey เป็นผู้จัดการสำนักงาน

จะเป็นผู้แบ่งรายชื่อผู้มุ่งหวัง(Leads)ให้แก่นักขายเป็นรายบุคคล

รายชื่อเหล่านี้บางทีก็เป็นรายชื่อของคนที่ไม่มีเงิน

หรือไม่สนใจที่จะลงทุนด้วยการซื้อที่ดินเลย

(3)

เป็นเพราะรายชื่อผู้มุ่งหวัง(Leads)

ภาพยนตร์เปิดฉากด้วยตัวละครที่ เดวิด เมเมท

เขียนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสำหรับการทำเป็นภาพยนตร์

เบลค (Blake) ขาโหด อารมณ์เดือด หยิ่งทนงและก้าวร้าว ที่แสดงโดย Alec Baldwin

ถูกทางสำนักงานใหญ่บริษัท ส่งเข้ามาแก้ไขปัญหายอดขายตกต่ำ

เบลค “จัดหนัก” ให้กับนักขาย ด้วยการตอบโต้ข้อแก้ตัวของนักขายที่ว่า

จะไปขายได้อย่างไรในเมื่อบริษัทให้รายชื่อลูกค้าที่ไม่มีคุณภาพ

เบลค โต้ว่าที่ไม่มียอดขายนั้นเป็นเพราะนักขายไม่มี “กึ๋น” มากกว่า

และขณะนี้บริษัทมีรายชื่อลูกค้าชั้นดีที่เบลคเรียกว่า Glengarry leads

ซึ่งบริษัทจะให้แก่คนที่ปิดการขายได้ (Closer) เท่านั้น

(4)

นักขาย : ก้าวร้าวและหยาบคาย?

เพียงแค่บทตอบโต้ระหว่างเบลคกับเหล่านักขายก็ทำให้เราเข้าใจได้เลยว่า

เพราะเหตุใด ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงหาเงินลงทุนจากผู้สนับสนุนได้ยาก

ทั้งๆที่มีนักแสดงระดับแม่เหล็ก เจ้าบทบาท ชื่อดังอยู่มากมาย

ในบทภาพยนตร์เพียง 2 องก์ (Acts) ความยาว 100 นาที นี้

ใช้คำหยาบคายว่า F**k และ sh*t  รวมทั้งคำประเภทเดียวกันถึง 188 ครั้ง

(5)

รางวัลที่น่าอึ้ง ทึ่ง เสียว

เบลคประกาศการแข่งขันว่า ถ้าใครขายได้มากที่สุด

จะได้รับรางวัลเป็นรถยนต์ Cadillac El Dorado

รางวัลที่สองเป็นมีดชุดสำหรับหั่นสเต๊ก และคนที่เหลือจะถูกไล่ออก

ผมเคยเป็นนักขายและผู้บริหารฝ่ายขายมานานเกือบ 30 ปี

ไม่เคยได้ยินว่า บริษัทไหนตั้งรางวัลการแข่งขันอะไรอย่างนี้ หรือว่ามันจะมี-แต่ผมไม่รู้?

ภาพยนต์นี้แสดงให้เห็นว่า ในโลกของลูกผู้ชายนักขาย

มีแต่นักปิดการขาย(Closers) ผู้ชนะเท่านั้น ที่จะได้รับรายชื่อผู้มุ่งหวังชั้นดีไปครอง

และบริษัทไม่มีที่ว่างสำหรับผู้แพ้

(6)

นี่มันผู้จัดการแบบไหนกัน?

เมื่อ Shelley Levene วิงวอนขอรายชื่อผู้มุ่งหวังดีๆไม่สำเร็จ

จึงเสนอว่าจะแบ่งเปอร์เซ็นต์จากคอมมิสชั่นให้

Mr. Williamson ผู้จัดการสำนักงานขาย

ถ้าผู้จัดการยอมแอบเอารายชื่อผู้มุ่งหวังชั้นดีมาให้ Shelly

Williamson ตอบว่าจะขายให้รายชื่อละ 50 เหรียญ

บวกกับส่วนแบ่งอีกครึ่งหนึ่งของค่าคอมมิสชั่นถ้าเชลลี่ขายได้

ทั้งนี้เชลลี่ต้องจ่ายเงินสดก่อน 100 เหรียญ สำหรับ 2 ชื่อจึงจะให้รายชื่อไป

เมื่อเชลลี่ไม่มีเงินสดให้ วิลเลียมสันก็ปฏิเสธที่จะให้รายชื่อ

(7)

อย่างนี้มันต้อง…ถอน

อเล็ก บอลด์วินแสดงเป็นผู้บริหารฝ่ายขายยุคเก่า ที่ถนัดใช้ negative motivations

กระตุ้นให้นักขายพยายามเพิ่มยอดขาย แม้จะโกรธหรือไม่พอใจ

ด้วยความเคียดแค้นเกลียดชังทั้งหัวหน้าและบริษัท

บวกกับความกดดันที่จะต้องทำให้สำเร็จ

หลังจากที่พยายามโทรนัดหมายลูกค้าตามรายชื่อที่ได้รับมา

และด้วยการบุกไปพบถึงบ้านโดยไม่นัดหมายล่วงหน้า

ท้ายที่สุดเซลส์แมนสองคนถึงกับต้องสมคบกัน

ขโมยรายชื่อผู้มุ่งหวังไปขายให้กับบริษัทคู่แข่ง

(8)

พวกเขาเป็นนักขายแบบไหน?

โรมา (อัล ปาชิโน)เป็นนักขายผลงานดี ปิดการขายเก่ง

มีลีลาการโน้มน้าวจูงใจลูกค้า เขาจะไม่นำเสนอตัวสินค้าโดยทันที

เมื่อลูกค้ารู้สึกดีต่อตัวเขาแล้วเท่านั้น จึงจะแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าการมีที่ดินไว้

เป็นการลงทุนที่ฉลาด ไม่ใช่การซื้อของ

แต่เมื่อลูกค้าเปลี่ยนใจไม่ซื้อ เพราะภรรยาไม่เห็นด้วย

โรมา ก็ยอมที่จะโกหกลูกค้า และดึงเพื่อนนักขายคือเชลลี่

เพื่อให้ช่วยกันล่อหลอกที่จะรักษาผลงานเอาไว้ให้ได้

เชลลี่ (แจค เลมมอน) นักขายอาวุโสฉายา “เครื่องจักร” หรือ The Machine

นักขายทักษะสูง กำลังมีปัญหาในครอบครัวเพราะลูกป่วย

ผลงานตกต่ำมายาวนานระยะหนึ่งแล้ว จนถึงปัจจุบัน

มักอ้างถึงความสามารถในการขายและผลงานที่ดีเด่นในอดีต

แม้นักขายทุกคนจะเห็นพ้องกันว่ารายชื่อผู้มุ่งหวังให้มาไม่มีคุณภาพ

แต่เชลลี่เป็นคนที่ด่าว่า พร่ำบ่น คร่ำครวญเรื่องนี้มากที่สุด

เพราะตัวเองไม่มีเงินและลูกก็กำลังไม่สบาย

(9)

ปลาหมอตายเพราะปาก

ท้ายที่สุด คนที่บุกเข้าไปขโมยรายชื่อผู้มุ่งหวังหรือ Glengarry Leads

ก็เผลอหลุดปากว่าตัวเองรู้อะไรบางอย่าง

ที่คนที่บุกเข้าไปในห้องผู้จัดการเท่านั้น-ที่จะรู้ได้

เพราะความที่ต้องการจะเยาะเย้ยถากถางซ้ำเติมวิลเลียมสัน

ที่มาช่วยโกหกลูกค้าของโรมา ว่าบริษัทเอาเช็คเข้าธนาคารไปแล้ว

เพราะคิดว่าจะเป็นการช่วยโรมารักษาลูกค้าไว้

ซึ่งผลกลับออกมาเป็นตรงกันข้าม

หนังเรื่องนี้จบลงอย่างเป็นโศกนาฏกรรมของนักขาย

เช่นเดียวกับ อวสานของเซลส์แมน

(10)

การซื้อขายเป็นสัมพันธภาพไม่ใช่สงคราม…

เพราะ สงคราม ย่อมจบลงด้วยโศกนาฏกรรม

ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือไม่ก็ทั้งสองฝ่ายเสมอ

การขาย ในแนวคิดสมัยใหม่ เป็นการสร้างสัมพันธภาพ ไม่ใช่การเอาชนะสงคราม

เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าจากเรา นั่นไม่ใช่เพราะลูกค้าเป็น หมูวิ่งเข้ามาชนปังตอ

หรือซื้อเพราะเคลิบเคลิ้มไปกับลีลาของนักขายที่ พูดจนลิงหลับ

แต่เป็นเพราะลูกค้าเห็นว่าตัวนักขายและสินค้าที่นำเสนอ

เป็นเครื่องมือหรือเป็น Solutions ที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ในการแก้ไขปัญหาของเขา

พฤติกรรมของเหล่านักขายและผู้บริหารงานขายใน Glengarry Glenn Ross

สะท้อนแนวความคิดการขายและพฤติกรรมของผู้บริหารและนักขายแย่ๆบางคนในยุคเก่า

ที่เอาแต่ได้ แม้ว่าจะต้องทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างไร-ก็ยอมทำ

ที่เมื่อขายได้ก็คุยโวโอ้อวดว่าเป็นเพราะความสามารถของตน

เมื่อขายไม่ได้ก็กล่าวโทษด่าว่า คิดอยากจะให้แก้ไขทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้นตัวเอง

ถ้าในปี 2535 ที่ภาพยนตร์นี้ถูกสร้างขึ้น นักขายชนิดนี้ก็ยังเอาดีกันไม่ได้

ถ้าพวกเขาจะกลายเป็นของ หายาก หรือ สูญพันธุ์ ไปในปี 2555

ก็ไม่น่าจะไปเสียดายอะไร เพราะถ้าเราอยากจะเห็นเป็นตัวอย่าง(ที่ไม่ดี)

ก็ยังหาชมได้ในภาพยนตร์ที่แสดงกันได้อย่างยอดเยี่ยมเรื่องนี้!!

อันว่าพญามังกร…


 

(1)

บทบาทของตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง The Pursuit of Happyness (2006)

หรือชื่อในพากย์ไทยว่า ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้ นั้น ทำให้ผมยิ้มออกและนึกถึง

คำเปรียบเปรยที่ คุณเฉลิม ตระกูลทอง นายเก่าของผม มักพูดเสมอว่า

อันว่าพญามังกร ย่อมไม่ครวญครางให้เป็นที่รำคาญแก่กุ้งฝอย ขึ้นมาจริงๆ

 

คงเป็นเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นโดยอาศัยเค้าโครงจากชีวิตจริงของ

Chris Gardner นักธุรกิจเศรษฐีชาวอเมริกันผิวดำ ซึ่งเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักขาย

ภายหลังที่พ้นจากการเป็นทหารในกองทัพเรืออเมริกัน

 

แม้พื้นฐานการศึกษาของคริส การ์ดเนอร์จะมีเพียงระดับมัธยมปลายเท่านั้น

แต่เขาสามารถใช้ความรู้ที่ได้มาจากการทำงานในหน่วยงานทางการแพทย์ทหาร

มาเป็นนักขายเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ได้

 

(2)

เหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เปิดฉากขึ้นในซานฟรานซิสโกในปี 1981

เมื่อคริสใช้เงินออมทั้งหมดที่เขามีอยู่ ลงทุนซื้อเครื่องสแกนความหนาแน่นของกระดูก

ซึ่งเขาทราบในภายหลังว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีกว่า

เครื่องเอกซ์เรย์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ราคาแพงกว่ากันถึงสองเท่า

 

การลงทุนครั้งนั้นทำให้ครอบครัวของคริสต้องมีปัญหาการเงิน

และนำไปสู่ปัญหาความแตกแยกของครอบครัวในที่สุด

ภรรยาของคริสย้ายไป ทำงานที่ร้านค้าของพี่เขยในนิวยอร์ก

ทั้งสองคนเห็นพ้องกันว่า คริสจะดูแลคริสโตเฟอร์ ลูกชายได้ดีกว่า

 

(3)

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คริสโตเฟอร์ แสดงโดย เจเดน ลูกชายในชีวิตจริงของวิล สมิธ

ในขณะนั้นเจเดนอายุ 8 ปี รับบทเป็นคริสโตเฟอร์อายุ 5 ปี

ส่วนในชีวิตจริงของคริส การ์ดเนอร์ เวลานั้นลูกชายของเขาเพิ่งเริ่มหัดเดิน

 

คริสตัดสินใจที่จะเป็นโบรกเกอร์ค้าหลักทรัพย์ เมื่อได้คุยกับชายคนหนึ่งที่

เพิ่งก้าวลงจากรถเฟอร์รารี่และมองเห็นภาพว่าตัวเองจะมีความสุขได้เหมือน

โบรกเกอร์เหล่านั้น ซึ่งยิ้มแย้มแจ่มใสและดูมีความสุขเหลือเกิน

 

(4)

ตัวละครที่เป็นนักขาย ทั้งในบทละครและภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงอีกสองเรื่อง คือ

The Death of a Salesman (1951 & 1985) หรืออวสานของเซลส์แมน

และ Glengarry Glenn Ross (1992) หรือเกมชีวิต เกมส์ธุรกิจ 

นั้นก็สะท้อนให้เห็นชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหา ปัญหาของทั้งชีวิตครอบครัว

และชีวิตการงานของคนทำอาชีพการขายเช่นเดียวกัน

 

แต่ปฏิกิริยาต่อปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาของตัวละครแตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง

 

(5)

คริส การ์ดเนอร์ตัดสินใจอย่าง พญามังกร ที่จะลดระดับหรือย่อตัวเอง

จากนักขายหรือตัวแทนจัดจำหน่ายลงมาเป็นเด็กฝึกงานเต็มเวลา

ที่ไม่มีเงินเดือนกับ ดีน วิทเทอร์(Dean Witter) เป็นเวลา 6 เดือน

และบริษัทจะคัดเลือกเพียงหนึ่งจากจำนวน 20 คนเข้าเป็นโบรกเกอร์

 

นั่นหมายความว่าคริสจะต้องเข้ารับการฝึกอบรม ต้องดูแลรับผิดชอบลูกโดยลำพัง

ต้องหิ้วเครื่องสแกนออกเสนอขายกับแพทย์ตามโรงพยาบาลไปพร้อมๆกัน

และก็ไม่มีคำมั่นสัญญาใดๆว่าเขาจะได้ทำงานกับดีน วิทเทอร์อย่างแน่นอน

 

(6)

คริสแสดงความเป็นพญามังกร ที่ไม่คร่ำครวญ

เมื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ในเสื้อผ้าที่เปื้อนสีมอมแมม

โดยไม่สวมสูทและผูกเนกไท เนื่องจากคืนก่อนหน้านั้น

ถูกตำรวจควบคุมตัวไว้เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าจอดรถ

ในขณะที่คริสกำลังทาสีบ้านเพื่อให้เจ้าของบ้านยินยอม

ผ่อนผันการชำระค่าเช่าบ้านให้

เขาตอบคำถามอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา

 

ภาพยนตร์แสดงการต่อสู้กับปัญหาของคริส ที่กลายเป็นคนจรจัดไร้บ้าน

บางคืนถึงกับต้องพาลูกแอบเข้าไปนอนพักในห้องสุขาของสถานีรถไฟ

 

(7)

กิจวัตรที่คริสต้องทำเป็นประจำคือ พาลูกไปสถานรับเลี้ยงเด็ก

ในย่านที่แม้แต่จะสะกดคำว่า Happiness ก็ยังสะกดด้วยตัว Y

แล้วตัวพ่อก็ต้องออกไปรับการอบรมและฝึกงานที่ ดีน วิทเทอร์

 

คริสต้องรีบไปทำงานให้เช้ากว่าคนอื่นๆ เขาหาวิธีการที่จะประหยัดเวลา

ด้วยหมุนโทรศัพท์ต่อเนื่องโดยไม่วางโทรศัพท์ลง

พยายามไม่ดื่มน้ำเลย เพื่อประหยัดเวลาการเข้าห้องน้ำ

 

คริสต้องออกจากที่ทำงานเร็วกว่าคนอื่นๆ เพื่อไปรับลูกและไปต่อคิวให้ทัน

เพื่อจะได้โอกาสค้างคืนที่สถานพักพิงคนไร้บ้านของโบสถ์เมโธดิสต์

 

(8)

ด้วยความเฉลียวฉลาดและความสามารถในการเข้ากับผู้คน

คริสสร้างผลงานให้กับบริษัทได้อย่างโดดเด่นในระหว่างฝึกงาน

 

แม้จะรู้สึกถูกมองข้ามและถูกประเมินค่าต่ำ เขามักถูกผู้จัดการ

ใช้ให้ชงกาแฟ ซื้ออาหาร แม้กระทั่งช่วยเลื่อนรถให้

เขาก็ไม่เคยปฏิเสธหรือปริปากบ่น

 

แม้เมื่อถูกหุ้นส่วนบริษัทขอยืมเงิน  5 เหรียญเพื่อจ่ายค่าแท็กซี่ เขาพยายามเลี่ยง

ด้วยการขออาสาจะไปหยิบกระเป๋าเงินให้ แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ คริสก็เลือกที่จะให้ยืม

ทั้งๆที่ตัวเองก็แทบไม่มีเงินเหลืออยู่แล้ว

 

คริสจะต้องลากกระเป๋าพะรุงพะรับออกมาที่ที่ทำงานทุกวันเพราะไม่มีที่จะเก็บ

เมื่อถูกถามว่ากำลังจะไปไหนเขาก็ตอบว่า จะต้องเดินทางไปทำงานที่นั่นที่นี่

ไม่เคยบอกให้ใครทราบว่าตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบาก

 

 

_42429185_triopa

(9)

ภาพยนตร์เรื่องนี้จบอย่างแฮปปื้เอนดิ้งเพราะ คริส การ์ดเนอร์ ตัวจริง

ซึ่งปรากฎตัวในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้

ในฉากที่เดินสวนกับวิล สมิธและเจเดน ลูกชาย

นั้นประสพความสำเร็จในฐานะโบรกเกอร์ กระทั่งต่อมาได้ก่อตั้ง

บริษัทโบรกเกอร์ของตนเองชื่อ Gardner Rich & Co เมื่อปี 1987

และต่อมาได้ขายหุ้นของตนออกไปเมื่อปี 2006 เป็นเงินหลายล้านเหรียญ

 

ในชีวิตจริงเขาซื้อรถเฟอร์รารี่มาคันหนึ่งจริงๆ

เขาซื้อต่อมาจากไมเคิล จอร์แดน ยอดนักบาสเก็ตบอลชื่อดังของโลก

 

(10)

ดูหนังที่เป็นอัตชีวประวัติของคนที่ประสพความสำเร็จแล้วก็ชื่นใจอย่างนี้แหละครับ

แต่ถ้าอยากรู้ว่า นักขาย ที่ชอบคร่ำครวญนั้น เขาคร่ำครวญเรื่องอะไรกัน

และจุดจบของพวกเขาเป็นอย่างไร ก็ต้องตามไปดูเรื่อง

Glengarry Glenn Ross (1992) หรือเกมชีวิต เกมส์ธุรกิจ ละครับ

 

Rashomon : “…ก็ต้องโกหกกันทุกคนนั่นแหละ”


ชาวบ้านถามพระว่า

แต่ทุกวันนี้จะมีใครที่เป็นคนดีจริงๆอยู่หรือ?

บางทีเรื่องดีๆนี่อาจเป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นมา”

พระอุทานว่า      “อย่างนี้มันน่ากลัวจริงๆนะ…”

ชาวบ้านตอบว่า “คนเราก็เพียงแค่อยากจะลืมเรื่องที่ไม่ดี,

และก็เชื่อเรื่องดีๆที่แต่งกันขึ้นมา อย่างนี้แหละง่ายกว่า”

ชาวบ้าน (Commoner) มโนหยาบคนนี้ เป็นตัวละครที่เป็นตัวแทน

ของสามัญชนคนธรรมดาๆที่ต้องดิ้นรนต่อสู้หาเช้ากินค่ำ เอาตัวรอด

และเชื่อว่าการโกหกและความเห็นแก่ตัวเป็นธรรมชาติธรรมดาของมนุษย์

ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็ทำเพื่อตัวเองกันทั้งนั้น

พระ (Priest) ในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทนของผู้ที่พยายามจะรักษาศรัทธาเอาไว้

ว่ายังมีมนุษย์ที่มีจิตใจที่ดีงาม แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวจาก โจร ซามูไร และเมียซามูไรแล้ว

ท่านก็แทบจะหมดศรัทธาในมนุษย์

ราโชมอนเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลมากมาย

รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 1953 (พ.ศ.2496) ด้วย

หนังเรื่องนี้จับเอาเหตุการณ์การข่มขืนหญิงคนหนึ่งและการฆาตกรรมซามูไรสามีของเธอ

จากถ้อยคำที่ให้การต่อศาลของคนสามคน คือ ทาโจมารุ โจรที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนว่าชั่วช้าร้ายกาจ,

ภรรยาของซามูไร และ ซามูไรผู้ตาย ซึ่งให้ปากคำโดยผ่านคนทรง

ภาพยนตร์จะตัดกลับไปมาระหว่างฉากการสนทนา – ที่คนตัดฟืน(Woodcutter)

และพระนำเรื่องนี้มาเล่าให้ชาวบ้านฟัง ในขณะที่ทั้งสามคนติดพายุฝน

อยู่ที่ราโชมอนหรือประตูผี -กับเรื่องราวที่แต่ละคนเล่าในศาล

ในตอนต้นคนตัดฟืนเล่าว่าตนบังเอิญไปพบศพจึงรีบเข้าแจ้งความกับตำรวจ

ส่วนพระให้การเพียงแต่ว่า ได้เห็นซามูไรและภรรยาก่อนที่จะเกิดเหตุขึ้นเท่านั้น

ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์นี้อยู่ที่ อาคิระ คุโรซาว่าผู้กำกับปล่อยตัวละครให้ออกมาบอกเล่าเรื่องราว

เหมือนกับผู้ชมเป็นผู้พิพากษากำลังฟังคำให้การของผู้เกี่ยวข้องที่ละคน โดยไม่มีใครขัดจังหวะ

เมื่อทาโจมารุเล่าจบ เราจะรู้สึกเหมือนว่า ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆไปแล้ว

เพราะโจรไม่ได้ปฏิเสธ ยอมรับว่าตนเป็นคนข่มขืนภรรยาซามูไร

แต่บอกว่าท้ายที่สุดเธอเองก็มีใจสมยอมและที่ต้องฆ่าซามูไรทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าตั้งแต่ต้น

ก็เพราะว่าภรรยาซามูไรอับอายที่เธอต้องตกเป็นเมียของผู้ชายสองคน เธอจึงอยากให้คนหนึ่งตายไป

เขาจึงตัดเชือกที่มัดซามูไรออกและฆ่าซามูไรด้วยดาบ หลังจากที่ได้ต่อสู้กันอย่างสมศักดิ์ศรี

เรื่องราวน่าติดตามขึ้นไปอีก เมื่อเมียซามูไรมาให้ถ้อยคำเป็นปากที่สอง 

เธอเล่าว่าเธอต่อสู้ ดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดฤทธิ์ แม้ท้ายที่สุดเธอจะถูกข่มขืน แต่มิได้มีใจสมยอม

แล้วทาโจมารุก็หนีไป และเธอต้องมาเสียใจเป็นที่สุด เมื่อพบว่าสามีไม่มีเยื่อใยกับเธออีกต่อไปแล้ว

จึงยื่นกริชให้สามีใช้ฆ่าเธอเสีย แล้วเธอก็เป็นลมล้มลง ส่วนซามูไรตายไปอย่างไรนั้นเธอไม่ทราบ

ฟื้นขึ้นมาเห็นแต่ว่า กริชปักอกสามีอยู่ หลังจากนั้นเธอก็พยายามฆ่าตัวตายอีกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ

ยิ่งเมื่อซามูไรเข้าสิงร่างคนทรง และให้การเป็นคนที่สาม ว่าหลังจากที่ภรรยาตนถูกข่มขืน

โจรเกลี้ยกล่อมให้เธอทิ้งเขาไปอยู่กับมัน เธอตอบรับ และบอกให้โจรฆ่าเขาทิ้งเสียก่อน

แต่โจรไม่ทำ ท้ายที่สุด เขาฆ่าตัวตายด้วยกริช เพราะความเสียใจและอับอาย

มาถึงตอนนี้เราไม่แน่ใจว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆเป็นอย่างไร

รู้แต่ว่าภรรยาซามูไรถูกข่มขืนจริง ซามูไรตายไปจริงๆ แต่เธอปันใจให้โจรหรือไม่

ซามูไรถูกโจรฆ่าด้วยดาบหรือฆ่าตัวตายด้วยกริช เราก็ไม่รู้แล้ว

คำบอกเล่าของคน(และผี)ทั้งสาม เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ

ทำให้ตัวเองดูดีในสายตาของผู้ที่ได้รับฟังเรื่องราว

ทาโจมารุ แม้ยอมรับว่าข่มขืนผู้หญิงและฆ่าสามีของเธอตาย แต่เธอ…ก็มีใจสมยอมนะ

และที่ต้องฆ่า…ก็เพื่อช่วยรักษาเกียรติของผู้หญิงตามที่เธอขอมา

มิหนำซ้ำยังให้โอกาสซามูไรได้ต่อสู้กับตนอย่างยุติธรรมอีกต่างหาก

แม้แต่อาชญากรก็อยากเป็นอาชญากรที่ดูดีนะครับ

แต่ทำไมคนธรรมดาๆอย่างซามูไรและภรรยาจะต้อง”ประดิษฐ์”ความจริง ขึ้นมาบอกเล่าด้วยล่ะ?

ทั้งๆที่ตนเองก็เป็นเพียงเหยื่อของอาชญากรรมครั้งนี้ มิใช่หรือ?

เมื่อทนการคะยั้นคะยอของชาวบ้านคนนี้ไม่ได้ คนตัดฟืนก็ยอมรับและ

เล่าว่าตนได้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่หลังจากโจรข่มขืนเมียซามูไรแล้วเป็นต้นมา

เรื่องราวเป็นอย่างไร ไปดูกันได้ในยูทูบ  Rashomon Part 1-9

ที่อัพโหลดโดย TESOblivion4 มีซับไตเติลภาษาอังกฤษให้ด้วย

ส่วนที่สนุกที่สุดและคล้ายกับว่าจะเป็นคำเฉลยของเหตุการณ์ทั้งหมด

อยู่ที่คำบอกเล่าของคนตัดฟืน ที่ทำให้เราเริ่มแยกแยะได้ว่า

เหตุการณ์จริงๆที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นอย่างไร คำบอกเล่าของใคร

ส่วนไหนที่เป็นความจริงที่ถูก ประดิษฐ์ ขึ้น และเพราะอะไร?

โจรชื่อดังที่ลือกระฉ่อนกันว่าเป็นเสือผู้หญิง เป็นนักฆ่า แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

ซามูไร ชายชาติทหาร นักรบผู้รักศักดิ์ศรี แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

ภรรยาซามูไรทำอย่างไรเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของเธอเมื่อตกเป็นเหยื่อการข่มขืน

แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อเรื่องเล่าของคนตัดฟืนซะร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียวล่ะ

ถึงแม้พวกเราจะเห็นว่า เขาเป็นผู้เห็นเหตุการณ์และไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย

ลองไปดูหนังกันเองก่อนดีกว่านะ ผมขอไม่เล่าละ เดี๋ยวพวกเราจะหมดสนุก

ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรกเมื่อกว่าสามสิบปีมาแล้ว ดูมาแล้วเกือบสิบครั้ง

วิธีการนำเสนอของผู้กำกับ Akira Kurosawa

ยังทำให้ผมสงสัยได้ทุกครั้งว่า แล้วจริงๆเรื่องเป็นยังไงกันแน่นะ?

นอกจากบทสนทนาที่ผมอ้างไว้ตอนต้นแล้ว ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังมีบทสนทนาที่น่าสนใจอีกหลายตอน

เช่นเมื่อคนตัดฟืนพูดหลายครั้งว่าคำให้การของทั้ง ทาโจมารุและภรรยาซามูไรต่างก็โกหกทั้งนั้น

ชาวบ้านตอบว่า คนก็ต้องโกหกกันทุกคนนั่นแหละ

อีกตอนหนึ่งเมื่อพระขออภัยที่สงสัยในเจตนาของคนตัดฟืนที่จะเอาเด็กที่ถูกทอดทิ้งไปเลี้ยง

คนตัดฟืนตอบในบทภาษาอังกฤษ(ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่น)ว่า

It’s inevitable to be suspicious of others on a day like this.

ทุกวันนี้น่ะ มันอดไม่ได้หรอกที่จะต้องระแวงคนอื่น

ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกผมว่า

อย่างไรๆเสีย เรื่องที่แต่งขึ้น ก็ต้องมี เพราะใครๆก็ต้องการให้ตัวเองดูดีกันทั้งนั้น

ในสังคมที่ท่วมท้นไปด้วยความจริงที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ ผมก็ได้แต่หวังว่า

พวกเราจะใจกว้างพอ รับฟังกันให้มากพอ ไตร่ตรองให้รอบคอบพอ

ที่จะมองทะลุความจริงประดิษฐ์ไปสู่ความจริงแท้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

และกล้าหาญพอที่จะเอาชนะอคติที่เป็นธรรมชาติของตัวเราเองได้บ้าง