อย่ารอ..จนถูกขายจะได้ไหม??


 

เมื่อกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ-หลายๆวัน-เป็นครั้งแรก

ผมไปหยิบยืมกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่มาจากเพื่อนสนิท

ซึ่งเขาไม่ได้ใช้มันมานานกว่า 3 ปีแล้ว

เราพบผืนขนแกะขนาดใหญ่ห่อม้วนอยู่ในนั้น

 

เพื่อนบอก ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่า ตอนนั้น “คิดยังไง ถึงได้ซื้อมา”

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ยังไม่ได้คลี่ออกมาดู..อีกเลย

 

มีสินค้ามากมายหลายชนิด ถูกขาย มาเช่นนี้ ด้วยฝีมือของนักขาย

และนักการตลาด ผู้รู้ ความลับ พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค

 

แต่น่าแปลก ที่ไม่มีใครพูดว่า สินค้าอื่นๆนั้นก็ ถูกขาย ไม่ได้ถูกซื้อ

อย่างเช่นที่พูดๆกัน..เมื่อพูดถึง..ประกันชีวิต

 

Lee Hsien Loong กล่าวในการสัมมนาการประกันภัย

เมื่อครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตราว 90% นั้น

ถูกขายออกไป ไม่ได้ถูกซื้อ (Life insurance is sold, not bought.)

 

ด้วยเหตุผลหลากหลาย- บางสาเหตุผมได้เอ่ยถึง..บ้างแล้วในบางตอนของซีรี่ส์

“ไม่แปลกที่ท่านไม่สนใจประกันชีวิต” -ทำให้ลูกค้าเกือบทั้งหมดถือกรมธรรม์

โดยที่ตนเองไม่ได้หาซื้อ แต่เพราะตัวแทนหรือนายหน้าพยายามขาย

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ อาจจะเกิดความเสียหายอะไรได้บ้างไหม?

 

ลองคิดถึง การออกไปช็อปปิ้งที่ห้างโดยไม่มีแผน,

ไม่มี Shopping List หรือรายการสินค้าที่จะซื้อ..เอาไว้ล่วงหน้า

การช็อปปิ้งครั้งนั้น..อาจจบลงด้วยการ..ซื้ออะไรๆที่ไม่จำเป็น มามากมาย

แต่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ กลับตกหล่นไป-ไม่ได้ซื้อ

 

เราจะพบว่า ของที่เราซื้อกลับมาบ้านนั้น บ่อยครั้งเป็นเพราะ

“ต่อมซื้อ” ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง จน..ลืมตัวลืมใจ

เพราะสินค้านั้นถูกตกแต่งจัดวางไว้อย่างสวยงาม

ชวนให้น่าครอบครองเป็นเจ้าของ เสียนี่กระไร!

 

ไหนจะ..การส่งเสริมการขาย ลดกระหน่ำ พร้อมของแจกของแถม, การขายล้างสต็อก,

การจำกัดจำนวนสินค้า หรือจำกัดเวลา ภาพการเข้ากลุ้มรุมเบียดเสียด แย่งชม แย่งซื้อ

ยิ่งเร่งเร้าให้รีบซื้อ ด้วยเกรงว่า..จะพลาดของดี..ในราคาพิเศษ

 

เธอ ซื้อ สินค้าหรือว่าเธอ ถูกขาย กันเนี่ยะ!!??

 

 

การซื้อเพราะถูกกระตุ้น

อย่างระงับใจไว้ไม่ได้นี้

เรียกว่า impulse buying

เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ

แทบไม่มีเหตุผล ความจำเป็น

เจือปน เอาเลย!

 

 

ปัญหา..ที่อาจเกิดติดตามมาก็คือ..เงินทองขาดมือ

ไม่มีเงินใช้จ่ายเพื่อความจำเป็นตามพันธะภาระที่ตนมีอยู่

เช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ,

เกิดความรู้สึกผิด เสียดายเงิน ที่เผลอใจซื้อ หรือได้สิ่งที่ผิดไปจากความคาดหวัง,

ยิ่งถ้าคนที่บ้านไม่เห็นด้วย ก็เกิดมีปากเสียงกัน

 

เพราะเป็นการตัดสินใจอย่างฉับพลัน ไม่ได้คิดให้รอบคอบ

ผมไม่แน่ใจว่า..ถ้าเราได้กรมธรรม์มา..เพราะถูกขายอย่างจู่โจม

ไม่ว่าจะต่อหน้า หรือโดยทางโทรศัพท์

เราจะได้แผนความคุ้มครองหรือแบบประกันที่เหมาะสม

กับความจำเป็นและสถานะทางการเงินของเรา…หรือเปล่าหนอ?

 

จริงอยู่ ต่อให้เรา ถูก “ขอ” ประกันชีวิต ไม่ใช่แม้กระทั่งถูก “ขาย”

แล้วเราก็ลืมไปแล้วว่า เราซื้อแบบความคุ้มครองอย่างไร ชนิดใดก็ตาม

เมื่อเกิดภัย..ตามความคุ้มครอง นั้นขึ้น

เราก็ยังคงได้ประโยชน์เต็มที่ตามสัญญา..อย่างไม่ต้องสงสัย

โดยไม่ขึ้นกับเหตุผล หรือท่าทีในการซื้อเลยสักนิดเดียว!

 

และแม้โดยส่วนตัว ผมจะเชื่อว่า การประกันชีวิตนั้น….

มี..ดีกว่า..ไม่มี

มีมาก..ดีกว่า..มีน้อย และ

มีวันนี้..ดีกว่า..มีพรุ่งนี้ ก็เถอะ!

 

ผมก็ยังอยากเห็น……..

กรมธรรม์ประกันชีวิต ของเรา ถูกซื้อ มากกว่า ถูกขาย อยู่ดี!!!!

อยากเห็น..เราเป็นฝ่ายรุก และสนุกกับการหาซื้อ

เพราะเราเท่านั้น ที่ รู้ดีที่สุดว่า อะไรเหมาะที่สุด สำหรับเราและคนที่เรารัก!!

อย่า รอ จนถูกขาย..จะได้ไหม ?? อย่ารอให้ใคร..มาบงการ !!

แล้วเราจะพบว่า การซื้อนั้น..ยังสนุกและ “สุขได้อีก….เยอะเลย!”


ความน่าจะเป็นต่ำ ความเสียหายอาจไม่ต่ำ


 

สถิติเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆนั้น บ่งชี้ว่า ส่วนใหญ่เป็นปัญหา ของคนในต่างจังหวัด คนขับขี่มอเตอร์ไซค์ ที่มักไม่สวมหมวกนิรภัย เมาแล้วมักขับ หรือวัยรุ่นที่คึกคะนองชอบขับขี่หรือซ้อนท้ายจักรยานยนต์สร้างความรำคาญบนท้องถนน มากกว่า ที่จะเป็นปัญหาของคนในกรุงเทพฯ คนในเมืองหรือผู้ใช้รถยนต์

ข้อมูลในปี 2551-2552 ระบุว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่มักเกิดขึ้น บนถนนในเขตชนบท 47-51% ตามด้วยทางหลวงแผ่นดิน 27-29% และถนนในเขตเมือง 20-22%

ประเภทของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลมากที่สุด คือ รถจักรยานยนต์ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุทั้งหมด และก็มีสาเหตุมาจาก การเมาแล้วขับ การไม่สวมหมวกนิรภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดในแถบภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ

ในปี 2552 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจำนวน 10,717 คน หรือเฉลี่ยวันละ 30 คน ขณะที่ผู้บาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกว่าปีละ 1 แสนคน โดย 6% ของผู้บาดเจ็บกลายเป็นผู้พิการ เฉลี่ยในทุก 2 ชั่วโมงจะมีผู้พิการเพิ่มขึ้น 1 คน

แม้ตัวเลขนี้จะดูน่ากลัวมาก แต่เนื่องจาก70-80% หรือการเสียชีวิตประมาณวันละ 24 คน หรือในแต่ละชั่วโมงมีผู้เสียชีวิต 1 คนนั้น เกิดจากขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์

เมื่อพวกเราไม่ใช่วัยรุ่นที่ชอบดื่มเหล้าแล้วขับขี่หรือนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ หรือคึกคะนองขับขี่ฉวัดเฉวียนอยู่บนถนนในต่างจังหวัด  ความน่าจะเป็น ที่เราจะประสบอุบัติก็น่าจะต่ำกว่าเฉลี่ยมากๆอย่างไม่ต้องสงสัย

ผมเห็นว่าความเข้าใจเช่นนี้ นั้นถูกต้อง แต่อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาด ได้ ว่า

เมื่อมีความเสี่ยงต่ำหรือ ความน่าจะเป็นต่ำ ที่จะเกิดความสูญเสียนั้น จึงไม่จำเป็น ต้องเตรียมการ เพื่อรับมือกับความสูญเสียนั้นไว้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้เป็นอุบัติเหตุรถนักท่องเที่ยว ที่ผู้โดยสารเกือบทั้งหมดเป็นคนไทยพลิกคว่ำในขณะกำลังเดินทางกลับจากเกนติ้งไฮแลนด์ สถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อของมาเลเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนนับหลายสิบคน ผมเชื่อว่าผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ที่มี ความเสี่ยงสูงที่จะประสบอุบัติเหตุเลย

ในเบื้องต้นสันนิษฐานกันว่า เกิดขึ้นเนื่องจากความบกพร่องของตัวรถ ที่ถูกดัดแปลงขึ้นอย่างผิดกฎหมายเพื่อให้รองรับผู้โดยสารได้มากขึ้นเป็น 2 เท่า

หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศไทย ก็คงไม่น่าประหลาดใจนัก แต่ในประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเช่นมาเลเซีย โอกาสที่จะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น มีน้อยกว่ามาก แต่เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นแล้ว แม้ในประเทศที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆเลย

โอกาสความน่าจะเป็น ที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นอาจมีเพียงไม่ถึง 1% แต่เมื่อเกิดขึ้นความเสียหายเฉพาะทางเศรษฐกิจหรือการเงินอาจเป็น 50-100% ของครอบครัวนั้นๆเลยทีเดียว ส่วนความเสียหายทางจิตใจนั้นรุนแรงและหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับปุถุชนอย่างเราๆอยู่แล้ว

อีกกรณีหนึ่ง เมื่อค่ำวันที่ 27 ธันวาคม 2553 นี้ รถเก๋งHonda Civic สีขาวชนท้ายรถตู้โดยสารซึ่งวิ่งระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-รังสิตถึงบีทีเอสจตุจักรบนทางด่วนยกระดับอุตราภิมุขหรือทางด่วนโทลล์เวย์ขาเข้า แขวงลาดยาว เขตจตุจักร ช่วงระหว่างหน้าสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ถึงประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้ผู้โดยสารรถตู้ตกลงมาจากโทลล์เวย์เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บอีก 7 ราย เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 21.45 น.

ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจนว่าทำไมหญิงสาวคนนั้นจึงขับรถพุ่งชนท้ายรถตู้ และทำไมผลความเสียหายจึงร้ายแรงถึงเพียงนี้

ไม่ว่าอุบัติเหตุครั้งนี้จะเกิดขึ้นด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งผู้ขับรถชนท้าย ผู้บาดเจ็บและญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตต่างก็ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงด้วยกันทั้งนั้น

ผมเชื่อว่าไม่มีใครในรถตู้คันนั้นหรือฝ่ายผู้ที่ขับชนท้าย คิดว่าชีวิตของตนมีความเสี่ยงอะไรมากมาย แต่เหตุการณ์อย่างนี้ก็เกิดขึ้นกับพวกเขาจนได้

เราย้อนเวลากลับไปไม่ได้ บาดแผลทางจิตใจก็ต้องอาศัยเวลาช่วยเยียวยาให้ผู้เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบค่อยๆสามารถปรับตัวรับกับเคราะห์ร้ายที่เกิดขึ้น ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วไม่อาจฟื้นคืนกลับมาอีก หากแต่ผู้ที่ต้องพึ่งพิงพวกเขายังคงต้องดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป ผู้ที่บาดเจ็บต้องการการรักษาพยาบาลที่ดีและเหมาะสม ถ้าบังเอิญเขาต้องพึ่งพาใครมาก่อนเกิดเหตุ ผู้บาดเจ็บหรือพิการก็เป็นภาระของคนๆนั้นมากยิ่งขึ้น ถ้าเขามีพ่อแม่ที่แก่เฒ่าหรือลูกเมียที่ต้องจุนเจืออยู่ คนเหล่านั้นก็ต้องกลายเป็นคนแก่ หญิงหม้ายและลูกกำพร้าไร้ที่พึ่งพาไปโดยทันที

นอกเหนือจากการช่วยกันรณรงค์ตักเตือนคนที่เรารู้จักไม่ให้ปฏิบัติตัวเช่นคนในกลุ่มเสี่ยงแล้ว สิ่งที่เราทำได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ป้องกันไม่ให้คนที่เรารักหรือรักเราต้องเจ็บปวดซ้ำซ้อนกับภาระทางการเงินหรือทางเศรษฐกิจ ที่ทับถมซ้ำเข้ามาหากต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นที่เกิดขึ้นกับผู้คนใน 2 เหตุการณ์นี้เลย

เราสามารถลดความน่าจะเป็นที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงให้ต่ำลงได้ ด้วยการไม่ปฏิบัติตัวเช่นคนในกลุ่มเสี่ยง และสามารถลดความเสียหาย (ถ้าจะยังเกิดขึ้น แม้ได้ระมัดระวังอย่างเต็มที่แล้ว) ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการประกันภัยและการวางแผนทางการเงินที่ดี

ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน เดินทางท่องเที่ยว และพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ด้วยความสุข สดใส รื่นเริง และที่สำคัญ ด้วยความปลอดภัย และปราศจากความกังวลใดๆ

สวัสดีปีใหม่ครับ!!

 

ไม่แปลก – ที่ท่าน ไม่สนใจ “ประกันชีวิต” (3)


 

แม้บางครั้งจะเคยรู้สึกใจหายวาบ

แบบที่เรียกว่า ใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม

เมื่อตนเองรอดพ้นจากเหตุการณ์เฉียดตาย

 

แม้บางครั้งจะเคยรู้สึกเย็นเยียบเข้าไปในหัวใจ

เมื่อเห็นสภาพความทุกข์ร้อนของครอบครัวของเพื่อน

ที่กำลังเผชิญโรคที่เรื้อรังและ/หรือร้ายแรง

 

ทั้งๆที่เราเองก็ ไม่ เคยมั่นใจว่า มันจะ ไม่ เกิดขึ้นกับตัวเรา

แต่เรากลับไม่มีแผนการใดๆที่เตรียมไว้เพื่อป้องกัน

หรือรับมือกับมันอย่างเพียงพอเลย

 

ถ้าเย็นวันนี้กลับถึงบ้าน แล้วนึกขึ้นได้ว่าวางเงินสดห้าแสนบาท

ไว้ในลิ้นชักที่ที่ทำงาน เราคงไม่กล้ารอจนถึงเช้า

ต้องกลับไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยก่อน ในค่ำวันนั้นทีเดียว

 

ถ้าตีค่าออกมาเป็นเงินทอง

เราคงมีค่ากับครอบครัวไม่น้อยไปกว่านั้น

แต่ต้องตะลอนๆออกไปเสี่ยง

อยู่ตามที่ต่างๆมานานนับเดือนนับปี

ไม่ใช่เพียงชั่วข้ามคืนด้วยซ้ำ

 

อาจเป็นเพราะรำคาญที่ได้รับโทรศัพท์จากตัวแทน

หรือนักขายพยายามขอนัดหมายหรือ

พยายามเสนอขายประกันชีวิตให้กับท่านอยู่บ่อยๆ

 

ท่านอาจรู้สึกรำคาญที่ถูกรบกวน ขัดจังหวะการทำงาน

การพักผ่อนหรือการใช้ชีวิตส่วนตัวกับครอบครัวของท่าน

 

รำคาญที่พวกเขามักพูดถึงแผนการที่(เขาว่า)ดี

มีประโยชน์ต่อท่านและครอบครัว

บางคนก็พูดจายืดยาว น่าเบื่อหน่ายและ

ไม่ได้ยินสิ่งที่ท่านพยายามบอกเขาเลย

 

เราก็เลยหลีกเลี่ยงมาเรื่อยๆที่จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

จะดีกว่าไหมครับ ถ้าจะเรียกที่ปรึกษาทางการเงินดีๆสักคนหนึ่ง

มาจัดการเรื่องนี้ให้หายห่วงไปสักที

แทนที่จะปล่อยให้มันคาใจอยู่อย่างนี้ ดีไหมครับ!!


ไม่แปลก – ที่ท่าน ไม่สนใจ “ประกันชีวิต” (2)



เพราะโอกาสที่จะได้รับบริการด้านประกันชีวิตและสุขภาพ

มักสืบเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุ การเจ็บไข้

หรือยิ่งไปกว่านั้น คือโรคร้ายแรงหรือการเสียชีวิต

เป็นเวลาที่ ตัวลูกค้าหรือลูกหลานญาติพี่น้องไม่สบายใจ

รู้สึกหดหู่กับเคราะห์ร้ายที่ครอบครัวต้องเผชิญอยู่

และคาดหวังความเข้าใจ คำแนะนำ การเต็มใจรับฟัง

ความช่วยเหลือ จากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

รวมทั้งตัวแทน นายหน้าและบริษัทประกันชีวิต

 

ประกอบกับท่านอาจเคยได้ยินมาว่าประกันชีวิตนั้น

ง่ายเวลารับเงิน จากลูกค้า แต่เวลาจ่ายนั้นช้าและยุ่งยากจริงๆ

 

และอาจเป็นเพราะท่านไม่ทราบว่า

พรบ.ประกันชีวิต (แก้ไขเพิ่มเติม) ปี 2551 นั้น

กำหนดโทษ การประวิงการใช้เงิน ซึ่งก็คือการถ่วงเวลา ชดใช้ล่าช้า

หรือไม่ประสงค์จะจ่ายค่าสินไหม ไว้สูงสุด

ถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจฯเลยทีเดียว

 

ในเวลาที่ทั้งทุกข์ใจและสับสนเช่นนี้

จึงอาจรู้สึกไปว่าทั้งช้า ยุ่งยากและดูคล้ายกับว่าจะ เบี้ยว กันหรือเปล่า?

 

หลังจากดื่มเหล้าที่ผับกับเพื่อนๆและแฟนสาว

เด็กหนุ่มวัย 17ปี ขับขี่มอเตอร์ไซค์ชนท้ายรถบรรทุกตอนตีสาม

ทั้งตำรวจและพยาบาลที่โรงพยาบาลชุมแสงบอกว่า เมื่อรับเข้ามามีกลิ่นเหล้าคลุ้งอยู่

เนื่องจากอาการทรุดหนักจึงได้ส่งต่อให้โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ที่นครสวรรค์

แต่ทั้งสองโรงพยาบาล ไม่ได้มีการเจาะเลือด เพื่อวัดระดับแอลกอฮอล์แต่อย่างใด

เด็กหนุ่มสิ้นใจในเวลาต่อมาไม่นาน

 

ในฐานะตัวแทน แม้กังวลที่ต้องอธิบายว่า ลูกชายของเขา

อาจไม่ได้รับความคุ้มครองการเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ

แต่อย่างน้อย ก็โชคดีที่ต่อมาพบว่ากรมธรรม์นั้นมีอายุเกินกว่าสองปีแล้ว

บริษัทฯเห็นด้วยกับผมว่า เราสามารถจ่ายสินไหมส่วนแรกจำนวน 300,000 บาท

ในทันที โดยไม่ต้องรอผลการพิสูจน์ว่า เป็นอุบัติเหตุภายใต้ฤทธิ์สุราหรือไม่

 

และท้ายที่สุด บริษัทก็จ่ายสินไหมอุบัติเหตุอีก300,000 บาท

ในเวลาไม่ถึงสามวัน หลังจากได้รับการยืนยันจากทั้งสองโรงพยาบาลว่า

ไม่มีผลการวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด

 

พ่อของผู้ตายเข้าใจดีถึงเงื่อนไขความคุ้มครองอุบัติเหตุ และ

ตระหนักดีว่าถ้ามีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า

เป็นอุบัติเหตุภายใต้ฤทธิ์สุรา เขาจะไม่ได้รับเงินนั้น

 

ผมไม่ได้หวังว่าลูกค้าหรือญาติมิตรของเขาจะเข้าใจ คน หรือ บริษัท ประกันชีวิตในทันที

แต่หวังว่าเขาจะเข้าใจในเวลาต่อมา หรือเข้าใจในที่สุด เพราะ

 

ยาก ที่จะให้ใครเข้าใจว่า จะได้รับเงิน ช้า กว่าที่เขาคาดหวัง

ยิ่งยาก ที่จะให้ใครเข้าใจว่า จะได้รับเงิน น้อย กว่าที่คาดหวัง

ยากเป็นที่สุด ที่จะให้ใครเข้าใจว่า จะ ไม่ได้ รับเงินตามที่เขาคาดหวัง

 

ที่สำคัญที่สุด เกือบ30ปีที่ผ่านมา

ผมไม่เคยเห็นบริษัทที่ผมทำงานด้วย พยายามประวิงการจ่ายเลยสักครั้ง

มีแต่การหาหนทางเร่งรัดให้เราได้จ่ายอย่างถูกต้องโดยเร็วที่สุดเท่านั้น !!


ไม่แปลก – ที่ท่าน ไม่สนใจ “ประกันชีวิต” (1)


 

แม้จะมี กรมธรรม์ เป็นกระดาษพิมพ์ข้อความ

ระบุคำสัญญาของบริษัทเอาไว้ ให้เรา จับต้องได้

แต่การประกันชีวิตก็ยังคงเป็นสินค้า

ประเภท บริการ ที่ จับต้องไม่ได้ อยู่ดี

 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเต็มไปด้วยถ้อยคำทางกฎหมายที่สลับซับซ้อน

ยากที่จะทำความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า กำลังพูดถึงอะไร

คุ้มครองหรือยกเว้นเรื่องอะไร

ต้องทำอย่างไรและเมื่อไร จึงจะถูกต้องตรงตามข้อเงื่อนไข และ

ที่สำคัญ ราคา ของความคุ้มครองตามสัญญานี้ควรเป็นเท่าไร

คุ้มค่าของเงินที่จ่ายไปไหม?

 

ด้วยเหตุผลทั้งสองประการนี้

ก็ถูกต้องแล้วที่ท่านจะบอกกับคนขายประกันว่า “ขอคิดดูก่อน”

 

แม้ท่านจะ “ขอคิด(หรืออ่าน)ดูก่อน”

ก็ยังคง ไม่ง่าย อยู่ดีที่ท่านจะ คิดพิจารณา อย่างจริงจัง

เพราะการคิดอ่านเกี่ยวกับการประกันชีวิตนั้น ท่านจะต้องคิดคำนึงถึง

สถานการณ์ที่แวดล้อม บริการ ของการประกันชีวิต

ซึ่งได้แก่ การประสบอุบัติเหตุ การเจ็บไข้ ความชรา และ การตาย

ซึ่งคนจำนวนมาก ไม่อยาก แม้เพียงได้ยินคนอื่นเอ่ยถึง

บางคนถึงกับตื่นขึ้นมาร้องไห้ เพียงเพราะ ฝัน ไปว่าคนที่เรารักตายจากไป

 

แต่ท่านอาจเห็นด้วยกับผมนะครับว่า

หากเราได้เตรียมพร้อมมากขึ้นเพียงใด

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตไว้

เราก็จะยิ่งมีความสุขใจในปัจจุบันได้มากขึ้นเพียงนั้น และ

ยิ่งเราได้เตรียมพร้อมเร็วมากขึ้นเพียงใด

ชีวิตเราก็จะมีความสุขใจเร็วมากขึ้นเพียงนั้น

และเพราะท่านเองก็ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอย่างปราศจากความกังวล

ท่านจึงได้ ขอคิด ดูก่อน ใช่ไหมครับ?

 

จะเสียหายไหมครับ ถ้าเราจะทำให้หมดกังวล โดยเร็วที่สุด

ในฐานะมืออาชีพด้านการประกันชีวิต

บางทีผมอาจช่วยท่านได้บ้าง แล้วคุยกันนะครับ