“แพง”หรือว่า “ราคาสูง”?


  

Advertisements

อ่านคนบ้าง..อย่ามัวแต่อ่านหนังสือ


นานหลายปีมาแล้ว..
ในขณะที่ผมนั่งอ่านหนังสืออยู่ในล็อบบี้โรงแรม
รอเวลาที่จะรับคุณอลัน ตัน
ไปบรรยายในการสัมมนาฝ่ายขาย

เมื่อคุณอลัน ตันลงจากห้องพัก
ท่านทักผมที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่
และกวาดตามองไปรอบๆบริเวณล็อบบี้
ซึ่งมีผู้คนเดินอยู่ขวักไขว่ และพูดว่า..
“อ่านคนบ้าง..อย่ามัวแต่อ่านหนังสือ”

สำหรับคนที่เป็นนักอ่าน
ที่ภาคภูมิใจในความเป็นนักอ่านอย่างผม
คำเตือนนี้..โดน..ครับ จริงสินะ
เป็นนักขายอ่านแต่หนังสือ-ไม่สนใจจะอ่านคน ได้ไง??

ความจริงสองด้าน


เมื่อนักขายคนหนึ่งขายไม่ได้ 10 ครั้ง

เขาอาจคิดได้เป็นสองทาง…

ทางที่หนึ่ง “ขายไม่ได้ตั้ง 10 ครั้ง

หรือทางที่สอง “ขายไม่ได้แค่ 10 ครั้ง

และ เขาก็อาจคิดได้เป็นอีกสองทาง…

ทางที่หนึ่ง “เสียเวลาเปล่า ไม่ได้อะไรเลย”

หรือทางที่สอง “ค้นพบวิธีการขายที่ไม่ได้ผลตั้ง 10 วิธี”

หรือ”ค้นพบสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการขายตั้ง 10 แบบ”

images

ภาพจาก http://murfinator.com

ที่น่าสนใจอยู่ที่ว่า…

นักขายคนนี้มีสิทธิ์ 100% ที่จะเลือกว่าจะคิดแบบไหน

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ

ไม่ว่าเขาจะคิดไปในทางไหน ก็ล้วนเป็นความจริงทั้งนั้น!!!

Death of a Salesman: อวสานของเซลส์แมน


โลกรู้จักอวสานของเซลส์แมน ของอาร์เธอร์ มิลเลอร์ ในฐานะบทละคร เป็นละครเวทีและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่ได้รับรางวัลสำคัญมากมายมาตั้งแต่ปี 1949

Death of a Salesman(1985) เป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ ที่ดัสติน ฮอฟแมน ได้รับทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและเอ็มมี่อะวอร์ดในปี 1986 ในฐานะนักแสดงนำยอดเยี่ยม ในบทของนักขาย-วิลลี่ โลแมน

ส่วนจอห์น มัลโควิช ซึ่งรับบทเป็น บิฟฟ์(Biff) ลูกชายคนโตของวิลลี่ โลแมน ได้รับรางวัลเอ็มมี่ในฐานะนักแสดงประกอบยอดเยี่ยม

ภาพยนตร์ที่เป็นซีรี่ส์ทางทีวีชุดนี้สร้างขึ้นจากบทที่ใกล้เคียงกับบทละครเวทีดั้งเดิมมาก ฉากและสีสรรบรรยากาศทำให้รู้สึกคล้ายๆกับกำลังดูละครเวทีอยู่บ้าง

ผมเคยทำหน้าที่มองหาและเลือกคนเข้ามาทำงาน และต้องช่วยทำให้เขาเป็นนักขาย ที่ประสพความสำเร็จและเป็นคนดีให้ได้ ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องราวของนักขายที่ล้มเหลวคนหนึ่ง ก็อยากจะเรียนรู้และหาหนทางป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนของเรา

วิลลี่ โลแมนล้มเหลวทั้งในชีวิตครอบครัวและการงาน รวมทั้งล้มเหลวในความพยายามครั้งสุดท้าย ที่จะให้บิฟฟ์ได้เงินเอาประกันจากการฆ่าตัวตายของพ่อไปเริ่มต้นการเป็นนักธุรกิจ อย่างที่พ่อฝันไว้ ซึ่งก็ไม่สำเร็จอีก

ในเรื่องไม่ได้บอกว่าวิลลี่ขายสินค้าอะไร แต่คงไม่ใช่สินค้าบริการ เพราะหิ้วกระเป๋าขนาดใหญ่ตั้งสองใบ ดูเหมือนกับว่านอกจากบรรจุชุดเดินทางแล้ว น่าจะมีตัวอย่างสินค้าที่เป็น tangible product อยู่ด้วย

เพราะเพิ่งอ่านประวัติของสตีฟ จ็อบส์จบไปไม่นาน ก่อนมาดูหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า สองคนนี้ใช้สนามความจริงที่ถูกบิดเบือน เหมือนกัน  

แต่ต่างกันตรงที่ว่า ในขณะที่ สตีฟ จ็อบส์ ได้ประโยชน์จากการใช้ สนามความจริงที่ถูกบิดเบือน สร้างความสำเร็จให้ตัวเขาเองได้มากแค่ไหน การพยายามบิดเบือนความจริงของวิลลี่ โลแมนกลับสร้างโศกนาฏกรรมให้กับครอบครัวตัวเองได้มากแค่นั้น

ผมรู้สึกว่าสตีฟ จ็อบส์ รู้ดีว่า สิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้นั้น ในทางภาวะวิสัย(objectivity)แล้วเป็นไปได้ หากคนเหล่านั้นทุ่มเทความพยายามลงไปอีก และเมื่ออยู่ภายใต้การอำนวยการของหัวหน้าที่ใส่ใจอย่างที่สุด สิ่งที่เดิมเป็นเพียงความเป็นไปได้ก็กลายเป็นความจริงขึ้นมา

ส่วนวิลลี่นั้นเริ่มต้นด้วยการเชื่อเอาเองว่า ตัวเองนั้นเหนือกว่าชาร์ลี ผู้เป็นเพื่อนบ้าน ลูกชายของตัวเองก็เหนือกว่าเบอร์นาร์ดลูกชายของชาร์ลี ซึ่งไม่เป็นความจริง

วิลลี่เพ้อว่าตัวเองเป็นนักขายผู้เป็นที่รักและประสพความสำเร็จ แต่ความล้มเหลวในชีวิตจริงๆทำให้ในบางตอนก็เผลอยอมรับออกมาว่า ผู้คนไม่ค่อยต้อนรับเพราะเขาพูดมากเกินไป ในขณะที่นักขายคนอื่นพูดน้อย และขายได้มากกว่า

แทนที่จะเริ่มต้นจากความเป็นจริง วิลลี่ไม่ฟังใคร ได้แต่คิดเองเออเอง แล้วบอกคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในครอบครัวให้เชื่อตาม โดยไม่ให้โอกาสใครได้ออกความเห็น

คนอย่างวิลลี่ ชอบที่จะบอก แต่ไม่ชอบถามใคร เพราะกลัวที่จะได้ยินความเห็นที่แตกต่าง ได้แต่คิดและทึกทักเอาเอง

ยากมากที่คนอย่างวิลลี่จะเป็นนักขายที่ดีได้ เพราะนักขายที่ดีต้องช่างสังเกต มีจินตนาการและรู้จักคิดอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งเขาไม่มีคุณสมบัติอย่างนั้นเลย

จริงๆแล้วคนที่มีคุณโทษสมบัติอย่างวิลลี่ไม่ว่าจะทำงานอาชีพอะไรก็อวสาน ทั้งนั้น ไม่ใช่เฉพาะเมื่อเป็นนักขาย

โชคร้ายที่อาร์เธอร์ มิลเลอร์เขียนบทให้วิลลี่เป็นนักขาย ชีวิตของนักขายที่โลกได้รู้จักก็เลยกลายเป็นโศกนาฏกรรมไป

พับผ่าสิ! ไม่ชอบเลยจริงๆ